เที่ยว “ตุรกี” ด้วยตัวเอง สวยกว่าที่คาด และไม่ยากอย่างที่คิด

Turkey First Time

- May, 2018 -

หลายคนไป “ตุรกี” เพราะอยากนั่งบอลลูน เราเองก็จิตนาภาพตัวเองว่าได้ยืนอยู่ท่ามกลางบอลลูนที่ลอยอยู่บนฟ้าหลายสิบลูก ใส่ชุดพริ้วๆ เหมือนที่ฝรั่งใน IG ที่ยืนโพสท่าถ่ายรูปสวยๆ โอ้ว แสนโรแมนติก .. . ออกตัวก่อนเลยว่า ตุรกีในโพสต์นี้จะไม่มีบอลลูนเยอะๆ ให้เห็น .. อ้าววววววววว เพราะอัลรั๊ย? เพราะเราเป็นสายนกเรื่องสภาพอากาศนั่นไง 55T^T55 #ภายใต้เลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่ ขนาดวางแผนไปนอนที่เมืองคัปปาโดเกีย (Cappadocia) ซึ่งเป็นเมืองที่เขาปล่อยบอลลูนกัน ถึง 2 คืน ยังไม่มีโอกาสได้เห็นเล้ยยย เนื่องจากบอลลูนที่นี่จะขึ้นก็ต่อเมื่อสภาพอากาศเคลียร์เท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

แต่!!!! ได้โปรดอย่าเพิ่งปิดหน้าหนีหายจากรีวิวตุรกีโพสต์นี้ไปเลย เพราะทริปตุรกีครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ในดินแดนสองทวีปแห่งนี้มากมาย เราจึงอยากนำอีกหนึ่งมุมมองที่ได้สัมผัสมาถ่ายทอดว่าตุรกีไม่ได้มีดีแค่บอลลูนนะ แต่ยังเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศหลากหลายแบบเหลือเชื่อ มีเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งให้ความรู้สึกอีกฟีลไปเลย รวมไปถึงประสบการณ์อีกมากมายซึ่งเราได้เรียนรู้จากการวางแผนเที่ยวตุรกีด้วยตัวเองในทริปนี้ ซึ่งเราตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนหาข้อมูลแล้วว่าหลังจากจบทริป จะต้องทำรีวิวอย่างละเอียดที่สุดออกมาบอกต่ออย่างแน่นอน เพราะตอนหาข้อมูลเองมันยากมากก (ต้องอ่านรีวิวใน Tripadvisor และข้อมูลจากเว็บไซต์ของฝรั่งประกอบ ซึ่งทำให้เราสนิทกับ Google Translate ไปเลย 555) 

ฉะนั้นรีวิวตุรกีในโพสต์แรกนี้ เราจะมาเหลาให้ฟังกันแบบ First Time ก่อนนะ โดยจะขอเล่าตั้งแต่ขั้นตอนการตัดสินใจกันไปเลย มาดูกันก่อนสิว่าประเทศนี้มีอะไรให้เที่ยวบ้าง และเมื่อตัดสินใจไปเที่ยวแล้ว ต้องวางแผนการเดินทางอะไรยังไงบ้าง ซึ่งทริปนี้เราเช่ารถขับด้วย แต่คนที่ไม่สะดวกเช่ารถเที่ยวก็ไม่ต้องห่วง เพราะกว่าแผนเราจะมาลงตัวที่การเช่ารถ (ในบางเมือง) เราผ่านการหาข้อมูลเรื่องการเดินทางด้วยวิธีอื่นมาแล้วอย่างโชกโชน 5555 ฉะนั้นถ้าอ่านรีวิวตุรกีนี้จบ ทุกคนจะต้องตามรอยไปเที่ยวตุรกีด้วยตัวเองได้อย่างแน่นวลลลล ถ้าไม่เชื่อก็ลองอ่านให้จบดูเด่ คริ : )

ปล. รีวิวเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในตุรกีอย่างละเอียด เราจะทำโพสต์แยกให้อีกตามแต่ละเมืองนะ เพราะอยากลงดีเทล รวมถึงวิธีการเดินทางให้ลึกจนสามารถตามรอยได้ บวกกับอยากลงรูปเยอะๆ ฉะนั้นรอติดตามกันด้วยน้า สัญญาว่าจะรีบทำออกมาเรื่อยๆ ไม่ให้มีอารมณ์สะดุดเลย ^^

ทำความรู้จักประเทศตุรกีกันก่อนสักเล็กน้อย

เราเรียกประเทศตุรกีกันอย่างติดปากว่า “ดินแดนสองทวีป” ซึ่งที่มาของฉายานี้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนแล้วก็ตรงตัวตามฉายาเลย เพราะตุรกีเป็นประเทศที่มีพื้นที่ตั้งอยู่ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรปนั่นเอง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในแถบเอเชียตะวันตก และบางส่วนตั้งอยู่ในแถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าใครที่กำลังจะไปอิสตันบูลครั้งแรกแล้วได้ยินคำว่า “ฝั่งเอเชีย” “ฝั่งยุโรป” ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะอิสตันบูลเป็นเมืองที่มีพื้นที่อยู่ทั้งสองทวีป โดยมีช่องแคบบอสฟอรัสเป็นเส้นแบ่งเขตแดนนั่นเอง

แต่!! อิสตันบูล (Istanbul) ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศตุรกีแต่อย่างใดเด้ออ เมืองหลวงของตุรกีคือ เมืองอังการา (Ankara) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสองรองลงมาจากเมืองอิสตันบูล ที่หลายคนคิดว่าอิสตันบูลคือเมืองหลวง อาจเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเทไปเที่ยวที่อิสตันบูลกันหมด ซึ่งก็ไม่ผิดซะทีเดียวที่เผลอเข้าใจผิด เพราะอิสตันบูลเคยเป็นอดีตเมืองหลวงเก่าของตุรกีเมื่อครั้งสมัยจักรวรรดิออตโตมัน แต่ภายหลังการล่มสลายและกลายมาเป็นสาธารณรัฐตุรกี เมืองหลวงก็ได้ถูกย้ายไปที่เมืองอังการานั่นเอง อ้ะ .. ประวัติศาสตร์กันพอสังเขปแล้วกันนะ เดี๋ยวจะหาวกันซะก่อน 555

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และเมืองที่เราไปทั้งหมดในทริปนี้

พูดถึงตุรกี ใครๆ ก็ต้องคิดถึงบอลลูนที่เมืองคัปปาโดเกีย ไม่ก็เมืองท่องเที่ยวเลื่องชื่ออย่างอิสตันบูล ซึ่งมันก็มีข้อเสียอยู่นิดหน่อยนะ เพราะแลนด์มาร์กหรือสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อแต่ละแห่งมันอยู่ห่างกันมาก แล้วตุรกีก็ไม่ใช่ประเทศที่มีขนาดพื้นที่เล็กๆ เลย ฉะนั้นต้องทำใจว่าอาจจะเสียเวลาในการเดินทางเปลี่ยนเมืองนานหน่อย แต่ข่าวดีก็คือ สายการบินภายในประเทศของตุรกีราคาค่อนข้างถูก ยิ่งถ้าจองล่วงหน้านานๆ อาจจะได้ราคาที่ถูกจนเหลือเชื่อ! ประมาณว่า ไป – กลับ 5-600 บาท เท่านั้นเอง ฉะนั้นถ้าเราวางแผนการเดินทางให้ดี มันก็จะช่วยประหยัดเวลาการเดินทางไปได้เยอะเลยเชียว

สำหรับทริปตุรกีครั้งนี้ เรามีโอกาสได้ไปแอ่วสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเขาแทบทุกแห่ง ติดตรงที่ว่าฟ้าฝนดันไม่เป็นใจในช่วงแรก ทำให้ช่วงเวลาของเราในอิสตันบูลแทบจะไม่เหลือเลย ก็เลยอดเก็บภาพมัสยิดต่างๆ ที่โด่งดัง มาฝากกัน รวมไปถึงบอลลูนที่คัปปาโดเกียก็ไม่ได้เห็น เพราะฟ้าปิดทุกวัน แต่ Don’t Worry นะ เพราะเราสามารถมองหาสิ่งสวยงามที่ซ่อนอยู่รอบกายได้เสมอ : )

อิสตันบูล (Istanbul)

เมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่และคึกคักเป็นอันดับหนึ่งของตุรกี ดังจนทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดว่า ข้าคือเมืองหลวง! โนววว .. อิสตันบูลไม่ใช่เมืองหลวงของตุรกีเด้อ แต่ก็นับเป็นเมืองสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องมา เพราะต้องบินมาลงที่อิสตันบูลนั่นเอง

อิสตันบูลมีคาเฟ่เก๋ๆ ชิคๆ มากทีเดียว เรามีโอกาสได้ไปนั่งหลบฝนมาด้วย ไว้จะมารีวิวนะ : )

คัปปาโดเกีย (Cappadocia)

จะว่าเป็นแลนด์มาร์กของตุรกีก็ไม่ผิด เพราะพูดถึงตุรกี ใครๆ ก็ต้องนึกถึงภาพบอลลูนนับสิบที่ลอยอยู่เหนือภูมิประเทศที่แปลกตาอย่างเมืองคัปปาโดเกีย แต่ทริปนี้เราไม่ได้เห็น เพราะสภาพอากาศไม่ดี แต่ก็ได้ไปเที่ยวชมวิวครบทุกจุดที่เป็นไฮไลท์นะ เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียดอีกทีในโพสต์ของคัปปาโดเกียเด้อ ^^

ทริปนี้พักที่คัปปาโดเกีย 2 คืน และนอน 2 โรงแรมเลย เดี๋ยวจะรีบมารีวิวโรงแรมให้น้า มันเริ่ดมากกก

ปามุกคาเล (Pamukkale)

ปามุกคาเล ตั้งอยู่ในเมืองเดนิซลี (Denizli) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของตุรกีที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันจะมาเยือน ด้วยความสวยงามแปลกตาจนได้รับฉายาว่า “ปราสาทปุยฝ้าย” (ตามคำแปลของชื่อ) ข่าวดีก็คือ ที่นี่มีบอลลูนให้ขึ้นด้วยน้า ราคาถูกกว่าคัปปาโดเกียอยู่สมควรเลย แต่ก็จะไม่ปล่อยขึ้นเยอะเท่าที่คัปปาโดเกีย โดยบอลลูนจะขึ้นในช่วงเช้า แต่เราแนะนำให้ไปตอนเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกจะสวยกว่ามากกกกก นอกจากนี้ตัวเมืองเดนิซลีก็น่ารักมากๆ ด้วย ไว้เดี๋ยวจะมาแนะนำที่พักราคาดีแต่คุณภาพเกินราคาในเมืองนี้ให้อีกทีในโพสต์ของปามุกคาเลนะ : ) 

หินปูนสีขาวนี้เกิดจากธารน้ำใต้ดินที่ไหลรวมกันกลายเป็นแอ่งลดหลั่นไปตามแนวทิวเขาอย่างงดงาม

เอฟิซัส (Ephesus)

เมืองกรีกโบราณที่ตั้งอยู่ในเมืองเซลจุก (Selcuk) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องแวะมาเช็คอิน เพราะจะได้สัมผัสกับบรรยากาศอันเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศตุรกี มาที่นี่จะรู้เลยว่าตุรกีเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศและวัฒนธรรมมาก แนะนำว่าควรมาช่วงเช้าสักหน่อย เพราะกลางวันร้อนมากกก แล้วก็เต็มไปด้วยทัวร์จีน แฮร่

แมวตุรกีมีทุกที่แล้วก็หยิ่งทุกตัววว 555

ปล. การมาเที่ยวที่ปามุกคาเล และเอฟิซัส เรานั่งเครื่องบินจากอิสตันบูลมาลงที่สนามบินในจังหวัดอิซเมียร์ (Izmir) แล้วเช่ารถขับ โดยในอิซเมียร์นอกจากสองที่ที่นับเป็นแลนด์มาร์กของตุรกีแล้ว เรายังขับรถไปเที่ยวอีกสองเมือง คือ อลาคาตี (Alacati) และ เซสเม (Cesme) ด้วย เป็นสองเมืองที่มีบรรยากาศน่ารักคล้ายประเทศกรีซ โดยเฉพาะอลาคาตีนี่บรรยากาศคล้ายซานโตรินี่มากกก เช่นเคย เดี๋ยวจะมาเหลาให้ฟังอย่างละเอียดอีกทีนะ ^^

เมืองเซสเมตั้งอยู่ติดริมทะเล มีวิวที่สวยงามมากทีเดียว

เฟทิเย (Fethiye)

Passion ที่ทำให้เราแพ็กกระเป๋าบินไปเที่ยวตุรกีอันที่จริงแล้วไม่ใช่บอลลูนที่คัปปาโดเกียหรอกค่ะ แต่เป็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เฟทิเยนี่แหละ! โดยเฟทิเยนับเป็นหนึ่งในเมืองชายทะเลของเขา มีภูมิประเทศและอากาศแบบชายฝั่งเมดิเตอร์เรนียนสุดๆ ตอนที่เราไปแม้อากาศตอนกลางวันจะมีอุณหภูมิ 24 องศา แต่แดดร้อนแรงจนรู้สึกร้อนไม่ต่างจากทะเลบ้านเราเลยทีเดียว เมืองนี้มีชายหาดขึ้นชื่ออย่าง โอลูดีนิซ (Oludeniz) รวมไปถึงบลูลากูน แล้วก็ซากประตูโบราณอย่าง Lycian Rock Tombs ด้วย เอาไว้จะมารีวิวอย่างละเอียดให้อ่านกันอีกทีเด้อออ

บินขึ้นฟ้า ทะยานสู่ดินแดนสองทวีป

มาดูกันที่เรื่องการเดินทางสู่ประเทศตุรกีกันบ้าง แน่นอนว่ามีหลายสายการบินให้เลือกมากมายก่ายกอง ทั้งบินตรงและแวะเปลี่ยนเครื่อง โดยสายการบินที่ให้บริการแบบบินตรงก็ต้องยกให้เจ้าถิ่นอย่าง Turkish Airlines ใช้เวลาประมาณ 9 – 10 ชั่วโมง ซึ่งราคาก็สูงเอาเรื่องอยู่ทีเดียว ช่วงโปรโมชั่นอาจจะได้ที่หลักหมื่นปลายๆ หรือสองหมื่นต้นๆ แต่ก็น้อยมากกกก ฉะนั้นก็ต้องยอมจ่ายถ้าจะแลกกับความสะดวกสบายเด้อ

ส่วนตัวเรา บินกับสายการบิน Etihad แวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศอาบูดาบี ราคาตอนที่จิ้มได้คือ 18,xxx บาท ถือว่าโอเค รับได้ เพราะใช้เวลาในการเปลี่ยนเครื่องไม่นาน ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่แอบหักคะแนนตรงที่มีการแคนเซิลไฟลท์กลับจากอาบูดาบีถึงกรุงเทพฯ ซึ่งก็ยังถือว่าโอเคเพราะนางเปลี่ยนเป็นไฟลท์ใหม่ที่เร็วขึ้น แต่ก็เสี่ยงเพราะจะมีเวลาเปลี่ยนเครื่องแค่ 1.30 ชั่วโมง ถ้าไฟลท์จากอิสตันบูลดีเลย์ก็จบชีวิต ยืนงงกลางดงแขกได้เลย แต่โชคดีที่ไม่ดีเลย์ และประสบการณ์กับสายการบิน Etihad ของเราก็ไม่เลวร้าย แอร์บริการดี ยิ้มแย้มพอประมาณ เบาะนั่งสบายเกินคาด โดยเฉพาะไฟลท์ที่บินจากอาบูดาบี – อิสตันบูล เป็นที่นั่งแบบ 3 – 3 ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมง แต่แทบไม่ได้ปรับเบาะเลย นั่งเล่นเกมส์กันไปแบบยาวๆ ส่วนเครื่องกลับจากอาบูดาบีถึงกรุงเทพฯ แม้จะไม่สบายเท่า แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่โอเคกว่าบางสายการบินเลยทีเดียว

อาหารบนเครื่อง ไม่ถือว่าแย่แล้วก็ไม่ได้บอกว่าดี 55555 แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่เลวร้ายจนกินไม่ได้เด้อ : )

ปล. อิสตันบูลมีสนามบิน 2 แห่ง คือ สนามบินอิสตันบูล ซาบิฮา กุคแซง (SAW) ซึ่งเปรียบเสมือนสนามบินดอนเมืองของบ้านเรา ส่วนใหญ่จะเป็นไฟลท์บินภายในประเทศ กับอีกหนึ่งสนามบินคือ สนามบินอิสตันบูล อาตาตูร์ก (IST) ซึ่งนับเป็นสนามบินหลักที่เที่ยวบินจากต่างประเทศบินมาลง ฉะนั้นอย่าสับสนนะ ต้องดูให้ดีๆ ก่อนจองตั๋วเครื่องบินว่าลงที่สนามบินไหน จะได้วางแผนเข้าเมืองได้ถูกเด้อ

ว่าด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ

ก่อนไป เราเคยรีวิวบัตร Travel Card ของธนาคารกรุงไทยเอาไว้ในเพจ พร้อมห้อยท้ายไว้ว่าจะลองเอาไปใช้ที่ตุรกีเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย มะ .. นี่ได้เอาไปลองมาครบทุกช่องทางแล้วนะ ทั้งใช้กดเงินและใช้จ่ายเงิน จะมาเหลาให้ฟังตามที่เคยสัญญาไว้ว่าจะไปเป็นหนูทดลองให้ รวมถึงประเด็นดราม่าเล็กๆ ว่า Travel Card ไม่มีสกุลเงินลีราของตุรกี แล้วสามารถนำไปใช้จ่ายที่ตุรกีได้ด้วยเหรอ เราจะเหลาให้ฟังในหัวข้อนี้ให้หมดเลย

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักสกุลเงินของประเทศตุรกีกันก่อน ที่นั่นเขาจะใช้ “เงินลีราตุรกี” เป็นหลัก โดยเรทตอนที่เราไป 1 ลีราจะเท่ากับ 7.9 บาท หรือตีไปง่ายๆ ว่า 1 ลีรา = 8 บาท นั่นเอง ซึ่งนับเป็นค่าเงินที่ลดลงมาอย่างมหาศาลแล้ว เพราะแต่ก่อนค่าเงินโหดกว่านี้มากกกก ทำให้เดี๋ยวนี้ ตุรกี กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สามารถเดินทางไปเที่ยวได้แบบประหยัดไปเลย เรียกว่าค่าครองชีพแพงกว่าไทยนิดหน่อยหรืออาจจะเหมาว่าพอๆ กับญี่ปุ่นก็ว่าได้ แต่ .. ด้วยความที่เขามีฉายาว่าดินแดนสองทวีป รวมถึงมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งฝั่งยุโรปและอเมริกามาเที่ยวมากมาย ทำให้ที่นี่มีอิสระในการใช้สกุลเงินอื่นๆ พอสมควร ตามโรงแรมและร้านค้าใหญ่ๆ รวมถึงทัวร์ ยอมรับเงิน EUR และ USD ซึ่งเราสามารถถามเขาก่อนได้เลยว่าจะจ่ายด้วยเงินสกุลนี้ได้ไหม ส่วนร้านเล็กๆ หรือร้านค้าทั่วไปจะนิยมใช้เงินลีราเป็นหลัก ฉะนั้นแนะนำว่าให้ยึดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงินลีราจะง่ายต่อชีวิตมากที่สุด

ส่วนตัวเราแอบโชคดีเพราะตอนจะเดินทาง ลองโทรศัพท์เข้าไปถามที่ Super Rich ว่ามีเงินลีราให้แลกไหม ซึ่งพนักงานแจ้งว่ามีอยู่พอดี ประมาณ 1,400 ลีรา หรือเป็นเงินไทยประมาณ 10,000 บาท เราก็เลยแลกเงินลีราส่วนนี้ไปก่อนเลย เพราะโดยปกติในเมืองไทยจะไม่มีลีราให้แลก ต้องแลกเป็น EUR หรือ USD แล้วนำไปแลกเป็นลีราอีกทีเมื่อถึงตุรกีแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาแนะนำกันว่าเมื่อถึงสนามบิน ให้แลกเงินลีราเพียงเล็กน้อยแค่พอจ่ายค่ารถเข้าเมืองเท่านั้น เพราะร้านแลกเงินที่สนามบินคิดค่าคอมมิชชั่น จะทำให้ได้เรทที่ขาดทุน ให้เก็บก้อนใหญ่ไปแลกในเมืองจะได้เรทดีกว่า ซึ่งนอกเหนือจาก 1,400 ลีรา ที่แลกติดตัวไป เราก็แลกเงิน USD ไปอีกเล็กน้อย เพราะเงินค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ เช่น ค่าโรงแรม ค่าเช่ารถ ค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ เราจ่ายผ่านบัตรเครดิตไปแล้ว และตั้งใจจะจ่ายค่าโรงแรมอีกบางส่วนผ่านบัตร Travel Card เป็นสกุลเงินยูโรเท่านั้น เนื่องจากไม่อยากถือเงินจำนวนเยอะๆ ไว้ล่อโจร แฮร่

สรุปว่าทริปนี้เราถือไปแม่มทุกสกุลเงินเลย 5555 โดยใช้บัตร Krungthai Travel Card ในการจ่ายค่าโรงแรมในสกุลเงินยูโร แล้วนำ USD ที่แลกติดตัวไปแลกเป็นลีราอีกทีเมื่อถึงอิสตันบูลแล้ว เรทที่แลกตอนนั้นคือ 1 ดอลล่า = 4.2 ลีรา แล้วก็ถือเงินลีราไว้ใช้จ่ายค่าจิปาถะทั่วไปเป็นหลักทั้งทริปค่ะ

สำหรับบัตร Travel Card จะมีข้อจำกัดในการใช้อยู่ข้อนึงหลักๆ คือ “สามารถใช้จ่ายหรือใช้กดในสกุลเงินที่แลกเก็บไว้ในบัตรได้เท่านั้น” ฉะนั้นก่อนไป อีเมลไปถามโรงแรมก่อนเพื่อความสบายใจก็ได้ว่าจ่ายเป็นยูโรได้ไหม เพราะโรงแรมส่วนใหญ่รับเงินยูโร เนื่องจากคนยุโรปเที่ยวแยะ แต่ถ้าจะแลกเพื่อนำไปแลกเงินลีราแนะนำว่าแลกเป็น USD จะได้เรทดีกว่ายูโรอยู่นิดหน่อย ส่วนค่าทัวร์ส่วนใหญ่เขาจะให้จ่ายเป็น USD เด้อ

ที่ตุรกีแทบทุกเมืองจะมี “ตู้แลกเงินด้วยตัวเอง” คือไปต้องไปเดินหาร้านให้วุ่นวาย แค่มองหาตู้ที่มีคำว่า Exchange เหมือนในรูป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีตั้งอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ สามารถใช้เงินดอลล่า ยูโร และเงินปอนด์ ใส่เข้าไปเพื่อแลกออกมาเป็นลีราได้อย่างง่ายดาย แต่เรทจะไม่ค่อยดีเท่าไรนะ แนะนำว่าให้ใช้ยามฉุกเฉินจะดีกว่า แล้วบางตู้ก็ไม่มีภาษาอังกฤษด้วย ฉะนั้นเล็งตู้ให้ดีๆ เด้อ ส่วนวิธีการใช้ง่ายๆ ตามนี้ ..

1.กดเลือกเมนู Exchange
2.กดเลือกภาษา English
3.ใส่เบอร์โทรศัพท์ (อย่าลืม +66 ด้วยนา)
4.กดเลือก Continue
5.เลือกสกุลเงินที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ที่ใช้แลกได้คือ USD / EUR และ GBP
6.ใส่เงินเข้าไปตามจำนวนที่ต้องการแลกแล้วรอสักแพร่บ
7.ระบบจะขึ้นเรท ณ วันนั้นมาให้เช็ค ก็ตรวจสอบดูจำนวนแล้วกด Approve
8.รับเงินลีราไปใช้จ่ายได้ ณ บัดนาวจ้า

การเดินทางในประเทศตุรกี

อ่านรีวิวส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวตุรกีด้วยตัวเองมักจะนิยมนั่งรถบัสเป็นหลัก ซึ่งอย่างที่บอกว่าตุรกีเป็นประเทศที่ค่อนข้างใหญ่ ฉะนั้นการเดินทางระหว่างเมืองจึงค่อนข้างห่างไกลและใช้เวลามาก บางเมืองถึงกับต้องนั่งรถบัสข้ามคืนกันเลยทีเดียว โดยส่วนตัวเราเป็นคนไม่ชอบนั่งรถนานๆ เท่าไร เพราะรู้สึกอึดอัด แล้วก็อยากมีเวลาเที่ยวให้เยอะขึ้น สามารถจัดการเวลาได้ด้วยตัวเองก็เลยเลือกเช่ารถขับ แล้วก็นั่งเครื่องบินภายในประเทศสำหรับการเดินทางเปลี่ยนเมือง โดยปกติแล้วการเดินทางไปประเทศตุรกีจะแบ่งออกได้ตามนี้ ..

รถไฟ และรถไฟใต้ดิน

มีให้บริการในเมืองใหญ่ๆ เช่น อิสตันบูล อิซเมียร์ หรือเมืองหลวงอย่าง อังการา ซึ่งนอกจากรถไฟใต้ดินแล้ว ในอิสตันบูลยังมีรถรางคอยให้บริการด้วยนะ แต่สารภาพตามตรงว่าไม่ได้ขึ้น ได้นั่งแต่รถไฟใต้ดินเพราะอย่างที่บอกว่าไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะฝนตก Y Y สำหรับในอิสตันบูลแนะนำให้ซื้อบัตร Istanbulkart ไว้สำหรับใช้ขึ้นขนส่งสาธารณะต่างๆ ของเขานะ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟใต้ดิน รถราง รวมไปถึงเรือก็ใช้แตะขึ้นได้หมด เป็นบัตรเติมเงินเหมือนบัตร Suica ของญี่ปุ่น หรือบัตร Octopus ของฮ่องกงนั่นแล สามารถซื้อได้ที่สนามบินหรือตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ เช่น Taksim ราคา 10 ลีรา เป็นค่าบัตร 6 ลีรา ที่เหลือก็สามารถใช้แตะผ่านขึ้นรถไฟหรือเติมเงินเข้าไปได้ตามต้องการ ข้อดีของบัตรนี้คือ ซื้อแค่ใบเดียวก็ใช้ได้ทั้งครอบครัว 5555 คือสามารถใช้บัตรแตะ 1 ครั้งเพื่อให้ผ่านเข้าไปคนนึงก่อน แล้วก็ค่อยตามด้วยตัวเราเช่นนี้เป็นต้น

สถานีรถไฟของเมืองอิซเมียร์

ปล. ตุรกีมีรถไฟความเร็วสูงนะ เรียกกันว่า Yuksek Hizli Tren (YHT) สามารถนั่งไปอังการาหรือคอนย่าได้ แต่ข้อเสียก็คือสถานีรถไฟความเร็วสูงมันไม่เชื่อมต่อกับสถานีอะไรเลย ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่รถไฟชินคันเซ็นมีสถานีเชื่อมต่อกับสนามบินหรือสถานีรถไฟใหญ่ๆ แล้วการเดินทางไปสถานีรถไฟความเร็วสูง (Istanbul Pendik Station) ก็ค่อนข้างลำบาก คือต้องนั่งรถไฟไปแล้วยังต้องไปต่อแท็กซี่อีก ฉะนั้นเราจึงมองว่ามันยังไม่สะดวกเท่าที่ควร แต่เขามีแพลนกำลังต่อเติมอยู่นะ เห็นกำลังสร้างรถไฟใต้ดินจากสนามบินซาบิฮาไปถึงอยู่ ฉะนั้นอนาคตเราคงจะได้เที่ยวตุรกีกันสะดวกและมีทางเลือกในการเดินทางมากยิ่งขึ้นแหละเนอะ

รถบัส

คงจะเป็นวิธีที่ใครหลายคนเลือกใช้บริการมากที่สุด เพราะได้รับความนิยมมากในตุรกี มีหลายเจ้า แล้วก็หลายเส้นทาง หลายเวลา ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องจองก่อนล่วงหน้าเลย แค่ไปให้ถึงสถานีรถบัสก่อนเวลาที่ต้องการเดินทางเท่านั้น โดยเจ้าใหญ่ๆ ที่ได้รับความนิยมก็ได้แก่ Pamukkale, Kamilkoc และ Metro สามารถคลิก (ที่ชื่อ) เพื่อเข้าไปส่องตารางการเดินรถพร้อมราคากันก่อนได้เด้อ

สายการบินภายในประเทศ

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าถ้าจองล่วงหน้านานหน่อย จะได้ราคาที่งามทีเดียว ฉะนั้นสำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลาในการเดินทางนาน แนะนำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเปลี่ยนเมืองด้วยวิธีนี้ เพราะจะใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง สำหรับสายการบินภายในประเทศที่ให้บริการก็มีทั้งลูกพี่ขาใหญ่อย่าง Turkish Airlines สามารถโหลดกระเป๋าได้ 15 กิโลฯ มีของว่างและน้ำบริการ ราคาจะค่อนข้างแพงกว่าเจ้าอื่น แต่ถ้าจองล่วงหน้าก็มีโปรฯ ราคาถูกหลุดมาให้ว้าวเหมือนกัน อีกสายการบินที่ใช้บริการกันเป็นล่ำเป็นสันก็คือ Pegasus Airlines ราคาถูกกว่า Turkish แต่บางไฟลท์ถ้าจองกระชั้นก็เจอแพงกว่า Turkish เหมือนกัน แต่ถ้าจิ้มล่วงหน้านานๆ จะเจอราคาที่ชวนว้าวสุดๆ บางไฟลท์ ไป-กลับ แค่ 500 บาทก็มี สามารถโหลดกระเป๋าได้ 15 กิโลฯ เหมือนกัน แต่ไม่มีอาหารว่างให้เด้อ

Seat Pitch ของสายการบิน Pegasus กว้างใช้ได้เลยนะ ไม่รู้เพราะเป็นสายการบินที่มีฝรั่งนั่งกันเป็นส่วนใหญ่ด้วยหรือเปล่า เลยทำให้ชาวเอเชียของเรามีพื้นที่เหยียดขาค่อนข้างแยะเลยทีเดียว

เช่ารถขับ

เมื่อเรานำพาตัวเองไปถึงยังต่างเมืองได้แล้วก็จะมีวิธีการเดินทางภายในเมืองนั้นๆ ที่ต่างกันไปอีก เช่น คัปปาโดเกีย ก็อาจจะต้องจอง One Day Tour ออกไปเที่ยว หรือในอิซเมียร์ก็อาศัยนั่งรถไฟหรือรถบัสเอา แต่อีกหนึ่งวิธีที่เราเลือกเพราะสะดวกสบาย และอิสระกว่าก็คือการเช่ารถขับด้วยตัวเอง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วไม่แพงอย่างที่คิดเลย โดยทริปนี้เราเช่ารถขับ 2 ช่วง คือตอนเที่ยวคัปปาโดเกีย 3 วัน กับตอนเที่ยวรอบอิซเมียร์ 5 วัน (ปามุกคาเล, เอฟิซัส, เฟทิเย)

ถามว่าทำไมถึงไม่เช่าครั้งเดียวแล้วขับให้ครบทริปเลย เหตุผลก็เพราะไม่อยากเสียเวลาในการขับรถข้ามเมืองที่ค่อนข้างนานเกินไป เช่น ไปคัปปาโดเกียจะต้องใช้เวลามากถึง 8 หรือ 9 ชั่วโมงเลยทีเดียว รวมไปถึงการคืนรถต่างสถานีนั้นก็มีราคาที่แพงมากกกกกกกกกกกกก เผลอๆ จะแพงกว่าค่าเช่ารถ + ค่าน้ำมันอีกด้วยซ้ำ ฉะนั้นแผนของเราก็เลยลงตัวที่นั่งเครื่องบินภายในประเทศเพื่อเปลี่ยนเมือง แล้วก็เช่ารถขับเพื่อไปเที่ยวยังบริเวณรอบๆ ซึ่งเราจองผ่านเว็บไซต์ Rentalcars.com ทั้งหมด ราคาค่าเช่ารถที่คัปปาโดเกีย 3 วัน 2,879 บาท (รวมประกันของเว็บไซต์) ค่าน้ำมันทั้งหมด 103 ลีรา หรือเป็นเงินไทยประมาณ 740 บาท ส่วนที่อิซเมียร์ 5 วัน 2,535 บาท (ไม่รวมประกัน) ค่าน้ำมันทั้งหมด 298 ลีรา หรือเป็นเงินไทย 2,130 บาท ส่วนเรื่องประกัน แนะนำว่าตอนจองผ่านเว็บไซต์ไม่ต้องซื้อประกันไปหรอกนะ ให้ไปซื้อเอาที่หน้าเคาน์เตอร์ตอนรับรถเลยดีกว่า เพราะเขาก็จะเชียร์ขายประกันเราอยู่ดี ซึ่งถ้าเพื่อซื้อความสบายใจแล้วก็ถือว่าไม่แพง เพราะประกันของเขาจะครอบคลุมกว่า เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็ไม่ต้องเรียกตำรวจ แต่สามารถโทรหาเขาได้เลย ค่าประกันก็ตกวันละประมาณ 340 บาท ทั้งหมดทั้งมวลนี้ตัดผ่านบัตรเครดิตของผู้ขับเด้อ ฉะนั้นคนขับรถจะต้องมีใบขับขี่สากล พร้อมด้วยบัตรเครดิตที่เป็นชื่อเดียวกัน และวงเงินในบัตรที่เพียงพอสำหรับค่าเช่ารถ ค่าประกัน และค่ามัดจำรถ ซึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับบริษัทที่เราเลือกจอง (ในเว็บไซต์ Rentalcars จะมีระบุไว้ทั้งหมดค่ะ)

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การมีหมายเลขโทรศัพท์ในตุรกีเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจำเป็น โดยเฉพาะการเช่ารถ เพราะบางบริษัทเขาจะส่ง SMS ยืนยันการรับรถเข้ามาให้ในโทรศัพท์เราด้วย เผื่อเวลาฉุกเฉินหรือเกิดอุบัติเหตุ เขาจะได้มั่นใจว่าเรามีช่องทางที่สามารถติดต่อได้ ฉะนั้นแนะนำว่าถ้าจะเลือกใช้อินเทอร์เน็ตให้เลือกซื้อซิมจะดีกว่าการเช่า Pocket WiFi มากค่ะ สำหรับเราซื้อ Sim2Fly ของ AIS จากที่ไทยไปเลย สำหรับเปิดใช้ในประเทศตุรกีราคา 899 บาท สามารถใช้อินเทอร์เน็ต 4 GB ได้นาน 15 วัน สัญญาณดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามอัตภาพ แต่โดยรวมก็สามารถใช้ดู Google Map และอัพโหลดรูปขึ้นโซเชียลได้ไม่มีปัญหาอะไรจ้ะ : )

สรุปงบประมาณของเราในทริปตุรกี

ทริปนี้เราใช้งบไปทั้งหมดประมาณ 45,000 บาท ต่อคน เหลือกลับมานิดหน่อย รวมค่าเครื่องบิน ค่าเดินทาง ค่าโรงแรม (8 โรงแรม) และจิปาถะใดๆ ทั้งหมดแล้ว โดยไปทั้งหมด 12 วัน หมดกับการเดินทางไปเต็มๆ 2 วัน เหลือเที่ยวเต็มๆ 10 วัน 9 คืน ซึ่งสำหรับเราถือว่าคุ้มค่าทีเดียว เพราะเป็นประเทศที่เที่ยวง่ายแล้วก็ปลอดภัยกว่าที่คิด ไม่ต้องห่วงเรื่องข่าวเก่าๆ นะ เพราะระบบรักษาความปลอดภัยเขาเข้มงวดมากกกก เข้มงวดจนเรารู้สึกกลัวไปในเวลาเดียวกัน 5555 เพราะตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ย่านทักซิม หรือห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงสนามบินจะมีทหารถือปืนแบกปูนไปโบกตึกยืนเฝ้ายามอยู่ทุกที่ รวมไปถึงมีการตรวจกระเป๋าผ่านเครื่องสแกนทุกครั้งที่มีการเข้าออกสนามบิน ฉะนั้นก็สบายใจได้เปราะนึงละ

อีกอย่างตุรกีเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศอย่างเหลือเชื่อ มีอีกหลายสถานที่ที่น่าสนใจ ซึ่งเราเล็งไว้แล้วว่าต้องกลับไปซ้ำอีกครั้งแน่นอน เพราะไม่ต้องขอวีซ่า ผ่าน ตม. ก็ง่าย ไม่ต้องเขียนใบอะไรทั้งสิน ปั๊มผ่านสบายใจ ถึงแม้จะมีข่าวว่าในอิสตันบูลมันดูอันตรายหน่อยๆ มีการหลอกหรือขโมยกันเล็กๆ น้อยๆ (แต่เราไม่โดนนะ) แต่ตามนอกเมืองนี่คือชิวมากกกกกกก ถนนหนทางเขาก็สวยมาก มีจุดแวะพักให้ถ่ายรูปเป็นระยะๆ คนตุรกีน่ารัก น้ำใจงาม ขี้เล่น ขี้แซว และอัธยาศัยดีเหมือนคนไทย พอบอกว่ามาจากประเทศไทยแทบทุกคนจะรู้สึกอเมซิ่งและยิ้มกรุ้มกริ่ม หลายคนบอกว่าเคยมาเที่ยว และหลายคนก็บอกว่าอยากมาเที่ยวสักครั้งในชีวิต ซึ่งถึงแม้ตุรกีของเราในทริปนี้จะไม่สมบูรณ์เพอร์เฟคเพราะเจอสภาพอากาสไม่เป็นใจบ้าง หรือผิดแผนไปบ้าง แต่ก็นับเป็นทริปแห่งการเรียนรู้ที่มอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเรามากมายทีเดียว เพราะสำหรับเรา ความรู้สึกอิสระนั้นต่างหากที่สำคัญ .. แล้วจะรีบทำรีวิวอย่างละเอียดของเมืองต่างๆ มาให้อ่านกันอีกนะ รอติดตามกันได้เด้ออ : )

Sharing is caring!

Related Post
Tags:

6 thoughts

ใส่ความเห็น