นอนถ้ำ ขับรถเที่ยว แชะรูปสุดเฟี้ยวที่ "คัปปาโดเกีย"

Cappadocia Road Trip

- May, 2018 -

คัปปาโดเกีย (Cappadocia) คือเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศตุรกีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะภาพบอลลูนนับสิบที่ลอยอยู่เหนือฟากฟ้าท่ามกลางภูมิประเทศที่แสนแปลกตา เรียกว่าเป็นภาพนางกวักที่เรียกแขกจากต่างชาติให้ตบเท้ากันมาเยี่ยมเยือนตุรกีก็ว่าได้ ฉะนั้นจึงนับเป็นไฮไลท์ที่ควรปักหมุดไว้เลยว่าต้องไป! — หลังจากที่เราเหลาเรื่องประเทศตุรกีโดยรวมไปแล้วในโพสต์นี้ > เที่ยว “ตุรกี” ด้วยตัวเอง สวยกว่าที่คาด และไม่ยากอย่างที่คิด < คราวนี้เราจะมารีวิวการเดินทางท่องเที่ยวเมืองคัปปาโดเกียด้วยตัวเองให้ฟังบ้าง รวมไปถึงรีวิวที่พักในถ้ำสุดเก๋ บวกกับพิกัดถ่ายรูปเท่ๆ ในคัปปาโดเกีย สำคัญที่สุดคือวิธีการเช่ารถขับเที่ยวตุรกีอย่างละเอียด! .. ไปสัมผัสความรู้สึก Road Trip ด้วยกันนะว่ามันอิสระแค่ไหน Go!

Tip : ภาษาตุรกีจะเขียนว่า Kappadokien หรือ Kapadokya ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเวลาเจอคำนี้ตอนเช็คอินใน Facebook หรือ IG เด้อ : )

รู้จักเมืองคัปปาโดเกีย (Cappadocia) กันสักเล็กน้อย

เมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของประเทศตุรกี มองเผินๆ อาจจะเหมือนแพะเมืองผี แต่ถ้าได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจะเห็นเลยว่าที่นี่กว้างใหญ่มากกกกก รวมถึงมีภูมิประเทศที่แสนแปลกตา ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่เกิดจากการรังสรรค์ของธรรมชาติตั้งแต่สมัยเมื่อ 30 ล้านปีก่อนนู้นนน ธรรมชาติที่ว่านี้ชื่อคุณเออซิเยส กับคุณฮาซาน ภูเขาไฟสองลูกที่ผลัดกันกินโกโก้ครั้นจนระเบิดตู้มมม กลายเป็นเป็นปล่องเล็กปล่องน้อย ซึ่งคนที่นี่เรียกกันว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” เป็นที่อาศัยและหลบภัยของคนในสมัยก่อน ฉะนั้นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ก็คือการมานอนโรงแรมที่อยู่ในถ้ำนั่นเอง

คัปปาโดเกีย เป็น 1 ใน 100 สถานที่สวยงามสุดว้าวของโลก มีภาพจำที่ทำให้หลายคนใฝ่ฝันจะมาเยือนเป็นภาพบอลลูนนับสิบที่ลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้าทั่วเมือง แน่นอนว่า #คนดวงกุด2018 อย่างเรา ถึงแม้จะวางแผนมานอนที่นี่ถึง 2 คืน ยังอดเห็นไปตามระเบียบ T^T เพราะบอลลูนจะถูกปล่อยขึ้นก็ต่อเมื่อสภาพอากาศเป็นใจเท่านั้น .. ถามว่าเสียใจไหม? จะบอกว่าไม่เลย ก็คงเกินไป เพราะข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงนี่ก็ต้องอยากได้ภาพบอลลูนเต็มฟ้ากลับไปอยู่แล้ว คงจะเรียกว่าเสียดายมากกว่า เพราะเราไม่รู้สึกนอยหรือผิดหวังเลยที่มา ..

อาจเพราะคัปปาโดเกียเป็นเมืองน่ารักกว่าที่คิด ที่สำคัญมีจุดให้ไฮกิ้งดูวิวสวยๆ เยอะมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นวิวคล้ายๆ กัน แต่ระหว่างทางนั้นเรากลับได้เจอผู้คนมากมาย ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่สำคัญจากธรรมชาติ ซึ่งคนท้องถิ่นที่นี่น่ารักมากนะ มีหลายคนมาขอถ่ายรูปด้วย บ้างก็พูดคุย ถามว่ามาจากที่ไหน บ้างก็แซวบ้าง กวนทรีนบ้าง ทำให้เรารู้สึกว่าลึกๆ แล้วนิสัยคนตุรกีคล้ายๆ กับคนไทยเลย คืออัธยาศัยดี แล้วก็ร่าเริงเกิ้นนน 5555

เราว่านี่เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของการเช่ารถขับเที่ยวในต่างประเทศ เพราะมันทำให้เราเข้าถึงพื้นที่ท้องถิ่นได้ดีกว่าเดินทางกับทัวร์ แวะกินร้านอาหารซึ่งเป็นร้านที่คนตุรกีเขานั่งกินกันจริงๆ หรือสามารถขับรถไปเที่ยวยังบางสถานที่ที่ทัวร์ไม่พาไป ได้เห็นอีกหลายมุมมองที่เราเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะเช่ารถขับเที่ยวต่างประเทศเลยนะ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งนั้น ถ้าเราวางแผนดี มีการหาข้อมูลและเตรียมพร้อม ก็จะทำให้สามารถขับรถเที่ยวประเทศนั้นๆ ได้อย่างสนุกและปลอดภัย อ้ะ .. งั้นก็อย่ารอช้า ไปเช่ารถขับเที่ยวคัปปาโดเกียด้วยกันเลยดีกว่า!

เล่าหมดเปลือก! วิธีเช่ารถขับเที่ยวตุรกี

ขั้นตอนแรกสุดเมื่อคิดจะเช่ารถขับที่ต่างประเทศก็คือตรงปรี่ไปทำใบขับขี่สากลก่อนเลย ซึ่งวิธีทำนั้นง่ายมากกกก แค่นำสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) พร้อมด้วยบัตรประชาชน และสำเนาใบขับขี่ บวกกับรูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว อีก 2 รูป ไปยื่นที่กรมขนส่งใกล้บ้าน จ่ายเงิน 505 บาท แล้วรอรับได้ภายในวันนั้นเลย! เท่านี้ก็ได้ใบขับขี่สากลกลับไปนอนกอดรอวันเดินทางแล้ว

หลังจากนั้นก็เริ่มหารถสำหรับเช่า ซึ่งในทริปนี้เราเช่ารถผ่านเว็บไซต์ Rentalcars.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบริษัทรถยนต์ต่างๆ มาให้เลือก โดยทำหน้าที่เสมือนเอเจนซี่สำหรับจองเฉยๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาเป็นบริษัทในเครือเดียวกับ Agoda ฉะนั้นจึงมีความน่าเชื่อถือได้ในระดับนึงทีเดียว วิธีการก็ง่ายๆ แค่เข้าไปในเว็บไซต์แล้วพิมพ์เลือกเมืองและสถานที่รับ / คืนรถ ซึ่งแนะนำว่าควรรับและคืนในสถานที่เดียวกันจะดีกว่า เพราะค่าคืนรถต่างสถานที่แพงมากกกก หลังจากนั้นก็ระบุวัน – เวลาในการรับ / คืนรถ เท่านี้ระบบก็จะเฟ้นหาบริษัทเช่ารถต่างๆ ที่มีอยู่ในเมืองนั้นๆ มาให้เราเลือก สามารถเลือกได้จากราคา หรือรุ่นรถที่ต้องการ โดยเกียร์กระปุกจะราคาถูกกว่าเกียร์ออโต้อยู่พอประมาณ พอเลือกได้แล้วก็กรอกข้อมูล แล้วรอรับอีเมลเพื่อนำไปยืนยันกับทางบริษัทเช่ารถในวันรับรถได้เลย ง๊ายง่ายย ^^

เมืองไทยมีจ่าเฉย ที่ตุรกีเขาก็มีเหมือนกัน มากันทั้งคันรถเลยจ้าาา เจอครั้งแรกตกใจเลย 5555

เราเลือกรับรถที่สนามบิน Kayseri ซึ่งเป็นเมืองใกล้ๆ คัปปาโดเกียอีกทีค่ะ ใช้เวลาขับรถถึงกันประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ โดยเราบินมาจากอิสตันบูลด้วยสารการบิน Turkish Airlines ค่าเครื่องบินที่จองได้ตอนนั้นคือ 1,090 บาท (ไป – กลับ) ไฟลท์ 08:40 น. ถึงสนามบิน Kayseri ตอน 10 โมง โดยสนามบิน Kayseri เนี่ยเป็นสนามบินที่เล็กมากกกกกกก ลงจากเครื่องแล้วเดินเข้าอาคาร รับกระเป๋าเสร็จ ออกมาเดินเลี้ยวซ้ายไป 10 ก้าวจะถึงเคาน์เตอร์รับรถเลย จะมีประมาณ 5-6 เคาน์เตอร์ตามบริษัทเช่ารถยนต์ต่างๆ เช่น AVIS, Budget ฯลฯ

ปล. จริงๆ แล้วมีอีกหนึ่งสนามบินที่ใกล้กว่านะ ชื่อ Nevsehir Kapadokya Airport ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงคัปปาโดเกีย แต่ไฟลท์บินจะน้อยกว่าจ้า

ส่วนตัวเราเช่ากับบริษัท Garenta เพราะมีวงเงินในบัตรเครดิตไม่พอค่ามัดจำสำหรับเจ้าใหญ่ๆ ก็เลยต้องเลือกเจ้าเล็กๆ ลงมาหน่อย ซึ่งเขาจะมีค่ามัดจำที่น้อยกว่า สำหรับ Garenta จะต้องมัดจำบัตรเครดิตไว้ 300 ลีรา หรือเป็นเงินไทยประมาณ 2,400 บาท ซึ่งจะคืนให้หลังจากคืนรถประมาณ 5-7 วัน ส่วนค่าเช่ารถ 3 วัน ราคา 2,880 บาท จ่ายล่วงหน้าไปแล้วผ่านบัตรเครดิต ราคานี้รวมประกันเบื้องต้นที่ทางเว็บไซต์ Rentalcars มีให้ แต่พอไปถึงเคาน์เตอร์เขาจะเสนอขายประกันเพิ่มอีกที ซึ่งคนตุรกีขายเก่งมากกกกกกก นางบอกว่าประกันนางยังไงก็ดีกว่า เพราะประกันได้ครอบจักรวาล 5555 เกิดอะไรขึ้นมายูแค่กริ๊งกร๊างมา ไม่ต้องพึ่งตำรวจ ราคาแค่ 60 ลีรา (425 บาท) ก็เลยจ่ายเพิ่มไปเพื่อความสบายใจ

แต่! การเช่ารถกับ Garenta จะต้องมีเบอร์โทรศัพท์ซึ่งสามารถใช้ในตุรกีได้นะ เพราะเขาจะส่ง SMS ยืนยันการเช่ารถมาให้เราทางโทรศัพท์ด้วย ฉะนั้นสำหรับอินเทอร์เน็ต เราแนะนำว่าซื้อเป็น SIM จะดีกว่าการเช่า Pocket WiFi จะซื้อ Sim2Fly ของ AIS จากไทยไปก็ได้ 899 บาท ใช้งานได้ 15 วัน แต่ใช้โทรไม่ได้นะ ต้องเติมเงินสำหรับโทร แต่ใช้รับ SMS ได้ค่ะ หรือจะไปซื้อ SIM ของประเทศตุรกีที่สนามบินก็ได้ แต่ราคาแพงกว่า ประมาณ 1,200 บาท มีหลายเจ้าให้เลือกตามความต้องการ : )

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเช่ารถขับที่ตุรกีก็คือ ผู้เป็นคนขับจะต้องมีบัตรเครดิตซึ่งเป็นชื่อเดียวกับใบขับขี่สากลพร้อมมีวงเงินในบัตรเพียงพอสำหรับจ่ายค่าเช่ารถ ค่ามัดจำ และค่าประกันต่างๆ รวมไปถึงค่าปรับที่อาจถูกเรียกเก็บตามมาทีหลังด้วย ตรงนี้ที่ต่างจากญี่ปุ่น เพราะที่ญี่ปุ่นนั้นไม่จำเป็นต้องหักค่ามัดจำ แล้วก็สามารถใช้บัตรเครดิตใครก็ได้ในการจ่ายค่าเช่ารถ ฉะนั้นอย่าลืมตรงจุดนี้เด้อ ไม่งั้นเขามีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ให้เราเช่ารถได้นา

หลังจากจัดการเรื่องเอกสาร พร้อมจ่ายตังค์เรียบร้อยก็เดินตัวปลิวไปรับรถที่ลานจอดรถได้เลย ซึ่งถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นจะมีเจ้าหน้าที่พาไปส่ง แต่ที่นี่เป็นยุโรปสไตล์ ยูต้องบริการตัวเองนาจา ข้าเขียนให้เพียงแผนที่พร้อมบอกทางคร่าวๆ ให้ไปถึงลานจอดรถเท่านั้น 5555 แต่อย่างที่บอกว่าสนามบินที่นี่เล็กค่ะ ฉะนั้นหาง่าย ไม่ต้องห่วง แค่ออกมาจากอาคารแล้วเดินข้ามถนนไป อ้อมไปด้านหลังจุดจอดรถบัสจะมีบันไดสำหรับลงไปชั้นใต้ดินซึ่งเป็นลานจอดรถ หิ้วกระเป๋าลงไปปุ๊บก็จะมีเจ้าหน้าที่ส่งรถของบริษัทต่างๆ จับจองจุดส่งรถไว้ โดยมีป้ายเล็กๆ เพื่อเป็นการบอกผู้มาเยือนว่า เช่ากับใครก็มารับรถกับข้าได้ที่ตรงนี้ ; p สำหรับ Garenta นั้นจะอยู่ที่บล็อกตรงกลางเลย คือลงจากบันไดปุ๊บก็เจอเจ้าหน้าที่ปั๊บ เราก็แค่นำเอกสารการจองรถที่ได้รับมาจากเคาน์เตอร์ยื่นให้ เขาก็จะแนะนำวิธีขับรถเบื้องต้น พร้อมให้เราเช็ครถ อย่าลืมเช็คให้ดีว่าตรงไหนที่มีรอย เพราะตอนเอารถมาคืนถ้าเขาเจอรอยตรงที่ไม่ได้ระบุไว้ เราอาจจะต้องเสียค่าปรับโดยใช้เหตุเด้อ

รับรถเรียบร้อยก็ขับออกไปซิ่งได้เลยยย .. ซึ่งสิ่งที่ต้องรู้ไว้ก่อนตัดสินใจเช่ารถขับที่ตุรกีก็คือ ที่นี่เขาขับพวงมาลัยซ้ายกันนาจา ฉะนั้นเตรียมใจไปจากบ้านก่อนด้วยว่าต้องใช้เวลาปรับสมองประมาณ 1 วันเต็ม 555 แต่มันก็ไม่ยากเกินความสามารถเราหรอก เพราะปกติแล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือความคิดเรานั่นแล ถ้าไม่ลองดูสักครั้งก็ไม่มีวันได้เริ่มต้นหรอก จริงมั้ยย : )

โดยสิ่งที่ต้องท่องจำเอาไว้ให้แม่นเวลาขับซ้ายก็คือ “ขับซ้ายต้องชิดขวา” ขยายความก็คือ ถ้าถนนมี 2 เลน โดยไม่มีเกาะกลางกั้น เราจะต้องขับเลนขวา (จริงๆ ถึงจะมีเกาะกลางกั้นก็ต้องขับเลนขวา แต่ถ้าเป็นถนนแบบนั้นจะไม่สับสนเท่าไร เพราะก็ขับตามๆ เขาไป 555) จากปกติที่ในประเทศไทยจะขับเลนซ้าย รวมไปถึงเวลาจะขับช้าหรือชะลอก็จะต้องชิดขวาเด้ออ ถ้าเผลอไปชิดซ้ายเหมือนขับในบ้านเราได้โดนบีบแตร่ไล่ไม่เหลือแน่ (โดนบ่อย 5555) แล้วพวกไฟเลี้ยวกับที่ปัดน้ำฝนก็จะสลับข้างกันด้วยนะ ฉะนั้นอีกหนึ่งอาการที่ต้องเจอเวลาขับซ้ายครั้งแรกก็คือ ที่ปัดน้ำฝนเด้งเวลาแตะไฟเลี้ยว 5555 .. แต่ปรับสมองไปสักวันมันก็จะชินไปเองเน้อออ

มาถึงอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ การเติมน้ำมัน นั่นเอง .. โชคดีมากที่ตุรกีมีปั๊มเชลล์ที่เราแสนคุ้นเคย ซึ่งเปรียบเสมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย 5555 เพราะมีทุกอย่าง ทั้งพนักงานปั๊มที่คอยเติมน้ำมันให้ รวมไปถึงมินิมาร์ท และห้องน้ำ! โดยถนนหนทางของเขาเวลาออกนอกเมืองจะมีจุดพักรถเป็นพักๆ แต่ไม่ใช่ทุกจุดที่จะมีปั๊มเชลล์นะ บางจุดก็จะมีแต่ห้องน้ำและร้านค้าอย่างเดียว ส่วนปั๊มเชลล์จะทิ้งระยะห่างจากกันพอสมควร ไม่ค่อยถี่เหมือน ปตท. บ้านเรา ฉะนั้นเห็นเมื่อไร เลี้ยวเข้าเมื่อนั้นได้เลย โดยเฉพาะระยะก่อนจะเข้าเมืองใหญ่ๆ หรือถึงสนามบิน เพราะกฎของการเช่ารถที่ตุรกีก็คือ รับน้ำมันมาเต็มถัง ก็ต้องคืนให้เต็มถังเด้ออ (Garenta เคร่งเรื่องนี้มาก ถึงกับถ่ายรูปเข็มน้ำมันไว้เป็นหลักฐานเลย)

สำหรับค่าน้ำมันจะตกลิตรละประมาณ 6 ลีรา (หรืออาจจะถูกกว่านิดหน่อย) ก็ตีเป็นเงินไทยประมาณลิตรละ 48 บาท โดยทริปคัปปาโดเกียเราเติมไปทั้งหมด 103 ลีรา หรือเป็นเงินไทยประมาณ 740 บาท เติมแค่ครั้งเดียวก่อนคืนรถ วิธีการเติมน้ำมันที่นี่ไม่ยาก เพราะมีพนักงานปั๊มคอยเติมให้ แค่บอกน้ำมันให้ถูกประเภทก็พอ แต่ต้องเดินไปจ่ายตังค์เอง ซึ่งหลังจากเติมเสร็จ พนักงานที่เติมน้ำมันให้เราจะให้ใบเสร็จมาเพื่อเอาไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์ หลังจากจ่ายตังค์เสร็จเขาก็จะให้ใบเสร็จมา 2 ใบ ให้เราเอากลับไปให้พนักงานที่เติมน้ำมันให้เราหนึ่งใบ เพื่อเป็นการยืนยันว่าไอจ่ายแล้วนา ส่วนใบเสร็จอีกหนึ่งใบก็เก็บไว้เป็นที่ระทึกได้เลยแจ้ ; P

แนะนำที่พักแจ่มๆ ในคัปปาโดเกีย

ทริปนี้เรามีโอกาสไปเที่ยวคัปปาโดเกีย 3 วัน 2 คืน และเปลี่ยนที่นอนถึงสองที่ เพราะอยากสัมผัสกับประสบการณ์การนอนถ้ำให้ถึงแก่น 555 โดยคืนแรกนอนที่ Local Cave House ซึ่งปิ๊งเลยเพราะเห็นจาก IG ของ Instagramer อย่าง Jack Morris (@doyoutravel) ไฮไลท์ที่ทำให้ตัดสินใจพักที่นี่คือ สระว่ายน้ำ เฮ้ย มันแจ่มมากกกก ให้ความรู้สึกเหมือนได้ว่ายน้ำอยู่ในถ้ำยุคมนุษย์หินฟลิ้นท์สโตนส์ (ต๊าย บ่งบอกอายุ 5555) แต่เราไม่ได้ว่ายนะ เพราะหนาวมากกกก

หลายคนอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า นอนในถ้ำมันจะอึดอัดไหม ร้อน หรือหายใจไม่ออกหรือเปล่า เราไม่รู้นะว่าฤดูร้อนจะเป็นยังไง แต่สำหรับเราที่ไปช่วงปลายหนาวอย่างเดือนพฤษภาคม บอกเลยว่าไม่ร้อน และเข้าขั้นหนาวทีเดียว โดยเฉพาะตอนกลางคืนนี่ต้องห่มผ้าหนาๆ กันเลย ส่วนกลางวันก็ไม่ร้อนนะ แม้ข้างนอกจะมีแดด หรืออุณหภูมิที่สูงกว่าตอนกลางคืน เพราะถ้ำจะเก็บความเย็นอยู่แล้ว อ้อ แล้วก็ไม่อึดอัดอย่างที่คิด นอนหลับสบายยันเช้าเด้ออ

สำหรับ Local Cave House เราจองผ่าน booking.com ราคาที่จองได้คือ 56.70 Eur หรือประมาณ 2,160 บาท แต่ปกติที่พักที่นี่จะสตาร์ทที่ราคา 1,300 บาทต่อคืนแล้วแต่ประเภทห้อง นับว่าราคาถูก และคุ้มค่าทีเดียว เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองเกอเรเมเลย สามารถเดินข้ามถนนไปเวิ้งที่มีร้านอาหารเยอะๆ ได้เลย รวมถึงเดินไปดูวิวพระอาทิตย์ตกหรือบอลลูนตอนเช้าตรง Sunset View Point ได้ด้วย เริ่ด!

ส่วนอีกคืนเราพักที่ Mithra Cave Hotel ซึ่งก็ถือว่าโด่งดังพอตัวเหมือนกันเพราะคนเข้าพักเต็มเลย แถมเจ้าของยังรู้จักคนไทยเป็นอย่างดีด้วยเพราะมีป๋อมแป๋ม เทย เที่ยว ไทย กับวีเจจ๋า ไปถ่ายทำมาก่อนที่เราจะเข้าพัก นางก็เลยอวดใหญ่เลยว่า โรงแรมนี้ดังในหมู่คนไทยเลยนา เพราะมีดาราไทยมาด้วย ยูรู้จักไหม พ๋อม แพ๋ม แอนด์ วีเชช๋า .. โอ้วว ไอโนว ไอโนว อ้อ แล้ววันที่เราเข้าพักก็มีคนไทยพักด้วยค่ะ ซึ่งคัปปาโดเกียเป็นเมืองเดียวในตุรกีที่เราได้ยินภาษาไทย นอกนั้นภาษาตุรกีล้วนจ้า 5555

สำหรับไฮไลท์ของโรงแรม Mithra คือ ดาดฟ้า ไว้สำหรับถ่ายรูปชิคๆ ดูวิวบอลลูนขึ้นในตอนเช้า (แต่เราไม่ได้เห็น ฮืออออ) ซึ่งเอาเข้าจริง เดี๋ยวนี้โรงแรมแถวนั้นเขาจะประดับประดาดาดฟ้าให้มีที่นั่งถ่ายรูปกันใหญ่เลยค่ะ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นจุดขายไว้สำหรับเรียกแขกเข้าพักได้ ส่วนห้องพักที่นี่ก็กว้างขวาง ใหญ่โตดี ราคาที่เราจองได้ตอนนั้นคือ 85.00 Eur หรือประมาณ 3,245 บาท จองผ่านเว็บไซต์ของโรงแรม เพราะเช็คแล้วราคาถูกกว่า booking อยู่นิดหน่อยเด้อ

ปักหมุดจุดถ่ายรูปสวยๆ ในคัปปาโดเกีย

อ้ะ เล่าวิธีการเช่ารถขับไปหมดแล้ว ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับเมืองอื่นๆ ได้ด้วย เพราะวิธีการก็แทบไม่ต่างกัน รวมไปถึงที่หลับที่นอนก็มีแล้ว หลังจากนี้เราจะมาแนะนำจุดถ่ายรูปสวยๆ ในเมืองคัปปาโดเกีย ไว้สำหรับซิ่งรถไปปักหมุด เช็คอิน พร้อมติด #ทริปเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ ! บ้าง อยากบอกว่าใครรักการถ่ายรูป ไม่ว่าจะเป็นคนถ่ายหรือถูกถ่าย จะต้องถูกใจที่นี่อย่างแน่นอน เพราะแชะมุมไหนมันก็เฟี้ยวไปหมดเลยแหละ!

Rose Valley

จริงๆ แล้ว Rose Valley เป็นหนึ่งในจุดไฮกิ้งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวสายเดินไม่น้อย แต่ชาวไทยสายชิลอย่างเรา แค่ขับรถมาจอดแล้วก็เดินไปถ่ายรูปเป็นพิธีก็พอแล้ว 555 .. แต่จริงๆ เราอยากเดินนะ เพราะเต็มเส้นทางก็ไม่ไกลมากเท่าไร แถมมีวิวสวยๆ ว้าวๆ เยอะด้วย แต่ติดตรงที่จุดเริ่มและจุดจบเส้นทางจะเป็นคนละจุดกัน ฉะนั้นถ้าขับรถมาคงไม่สะดวก เพราะต้องเดินกลับมาที่จุดจอดรถอีก ส่วนใหญ่คนที่มาไฮกิ้งเขาจะนิยมจ้างแท็กซี่ให้มาส่งที่จุดเริ่มต้น แล้วก็ให้ไปรอรับที่ปลายทางเลย แต่ถ้าไม่ใช่สายเดิน จะแวะมาถ่ายรูปเล่นที่นี่แบบชิลๆ ก็ได้ เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่เขานิยมมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันด้วย รวมถึงเป็นจุดที่เขาจะพามาขับ ATV สำหรับคนที่จอง ATV Tour ฉะนั้นจะเห็นรถ ATV ซิ่งมาเป็นระยะๆ ถ้าใครสนใจขับ ATV สามารถถามหากับทางโรงแรมได้ ปกติแล้วค่าทัวร์ ATV จะอยู่ที่ประมาณ 30 Euro ต่อ 2 ชั่วโมงจ้า

พิกัด : 38.655564, 34.842528

ตุรกีนี่เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายพรีเวดดิ้งยอดนิยมเลย เจอหลายคู่มากๆ ในทริปนี้

Pasabag

ถ้าเสิร์ชพิกัดใน Google Map จะต้องไปตรงที่มันปักหมุดไว้ว่า “Fairy Chimneys” หรือถ้าถามคนตุรกีบางคนเขาก็จะเรียกที่นี่ว่า “Monks Valley” เป็นจุดที่มีหินรูปร่างแปลกประหลาดให้จิตนาการเล่นมากมายว่า เอ้ .. หินพวกนี้มันรูปร่างเหมือนอะไรน้าา (เราว่าเหมือนหัวเห็ด ; p) ซึ่งหินเหล่านี้เป็นที่รู้กันในนาม “ปล่องไฟนางฟ้า (Fairy Chimneys)” เกิดจากการกัดเซาะของธรรมชาติ เช่น ลม ฝน แดด และหิมะ ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนกลายเป็นปล่องๆ อย่างที่เราเห็นกัน คนโบราณเขามองว่ามันแลดูปลอดภัย ก็เลยขอเข้าไปอาศัยหลบภัยอยู่ด้านในซะเลย จึงกลายเป็นที่มาของการอาศัยอยู่ในถ้ำของคนที่นี่ในสมัยโบราณนั่นเอง

ที่นี่มีปล่องไฟนางฟ้าที่ค่อนข้างแปลกตาให้จิตนาการหลายปล่อง แถมยังมีจุดปีนป่ายให้เสียวไส้เล็กๆ อีกด้วย รวมไปถึงมีวิวทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ แปลกตา ฉะนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่ามาถ่ายรูป เช็คอิน มากทีเดียว มีที่จอดรถฟรีนะ ขับรถมาจอดแล้วเดินถ่ายรูปเล่นได้เลย หรือจะขี่ม้าหรืออูฐเขาก็มีไว้คอยบริการเช่นกัน แต่เสียตังค์เด้อ

พิกัด : 38.677373, 34.853024

Goreme Open Air Museum

สถานที่ท่องเที่ยวอันแสนโด่งดังของคัปปาโดเกีย เต็มไปด้วยทัวร์สารพัดชาติ 555 แต่ก็นับเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของเมืองนี้ ตั้งแต่สมัยมนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ต่างๆ รวมไปถึงภาพวาดตามผนังถ้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ห้ามถ่ายรูปด้านใน (แต่ด้านนอกถ่ายได้ปกติ) ที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 30 ลีรา มีที่จอดรถ (ฟรี) แต่ต้องแย่งชิงกันพอสมควร เพราะคนมหาศาลมาก (แนะนำไปเช้าหน่อย อาจจะคนน้อยกว่า)

หลังจากจอดรถเสร็จก็จะมีไกด์ปรี่เข้ามาหาทันที แนะนำตัวว่าต้องการใช้บริการไอไหม ซึ่งเราไม่ได้จ้างไกด์นะ เพราะรู้สึกว่าคนเยอะมาก อยากแวะเข้าไปถ่ายรูปแปบเดียวแล้วรีบไปที่อื่นต่อ แต่หลังจากที่เดินดูแล้วรู้สึกว่าถ้ามีไกด์คอยอธิบายอาจจะอินขึ้นกว่าเดิม เพราะจะได้รู้ที่มาที่ไป แต่ตามจุดต่างๆ เขาก็จะมีป้ายบอกประวัติคร่าวๆ สามารถแวะอ่านได้ หรือจะเช่า Audio Guide ก็ได้เหมือนกัน แล้วแต่สะดวกเลยแจ้

พิกัด : 38.640220, 34.845189

Panoramic View Point

เป็นหนึ่งจุดที่คนนิยมมาดูพระอาทิตย์ตกกันมาก แต่เราไปตอนฝนกำลังไล่มา ก็เลยอดเห็นแสงเย็นงามๆ แต่ตรงนี้เป็นจุดไฮกิ้งของ Red Valley ด้วยนะ ซึ่งเอาจริงๆ มันก็มีวิวคล้ายๆ กับที่อื่นๆ แหละ 5555 แต่ที่นี่ออกจะดูกว้างใหญ่แล้วก็ Panoramic สมชื่อ แอบเห็นฝรั่งหอบชุดพริ้วๆ มาเปลี่ยนเพื่อถ่ายรูปด้วย เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้องเป็น Instagramer ตัวยงแน่นอน ฉะนั้นเราว่าตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าจะถ่ายรูปออกมาได้สวยทีเดียวในวันที่ฝนฟ้าเป็นใจ แต่ที่นี่เสียค่าเข้า 4 ลีรา โดยจะมีป้อมเก็บตังค์ตรงทางเข้าตั้งแต่ตอนขับรถเข้ามา เราก็เลยไม่แน่ใจว่า 4 ลีราต่อรถ 1 คัน หรือ คนละ 2 ลีรากันแน่ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี่ล้วยยย : )

พิกัด : 38.652422, 34.861760

ห้องน้ำสาธารณะตามสถานที่ท่องเที่ยวในตุรกีจะเสียค่าเข้าครั้งละ 1 ลีราเด้ออ

Uchisar Castle

อธิบายก่อนว่า เมืองท่องเที่ยวหลักๆ ของคัปปาโดเกียจะมีอยู่ 2 เมือง คือ Goreme และ Uchisar ซึ่งเกอเรเมจะเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะมีโรงแรมตั้งอยู่เยอะกว่า แต่ Uchisar ก็เป็นเมืองที่น่าเที่ยวไม่น้อยนะ โดยเฉพาะ ปราสาท Uchisar เนี่ย เซอร์ไพรส์เรามากเลย ค่าเข้าแค่ 8 ลีรา แต่มันดีงามเกินคาด เพราะเมื่อเดินขึ้นไปถึงยอดปราสาทแล้วจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของคัปปาโดเกียกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเลย รู้สึกว่าเนี่ยย .. มันมุมมองของกษัตริย์ชัดๆ 555 ฉะนั้นถ้ามีเวลาเราแนะนำว่าขับรถจากเกอเรเมไปเที่ยวสักหน่อยก็ดี ไม่ไกลมาก ขับประมาณ 15-20 นาทีก็ถึงแล้วล่ะ

พิกัด : 38.630416, 34.805526

วิวที่เห็นจากบนยอดปราสาท เห็นด้วยตาตัวเองจะรู้สึกว่าสวยและกว้างใหญ่กว่าในรูปมากกก

Sunset View Point

จุดชมพระอาทิตย์ตกดินในเมืองเกอเรเม อยู่ใกล้ๆ กับเวิ้งร้านอาหารในตัวเมืองเกอเรเมเลย สามารถเดินเท้าขึ้นไปได้ หรือจะขับรถขึ้นไปก็ได้ แต่วิบากน่าดู ส่วนตัวเราพักที่ Local Cave House 1 คืน ก็เดินจากที่พักขึ้นไปเลย สามารถนั่งดูพระอาทิตย์ตกได้ หรือจะขึ้นไปตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรอดูหรือถ่ายรูปบอลลูนจากมุมไกลๆ ก็ได้ เพราะฝรั่งใน IG ที่เขาถ่ายรูปตอนนั่งดูบอลลูนสวยๆ ก็ถ่ายจากจุดนี้แหละ แต่เราไม่ได้เห็นบอลลูน เพราะนกเรื่องสภาพอากาศ T^T แต่ไม่เป็นไร ปักหมุดไว้แล้วว่าจะต้องกลับไปแก้แค้นอย่างแน่นวลลลลลลลลลลล : )

พิกัด : 38.640311, 34.831686

Sharing is caring!

Related Post
Tags:

ใส่ความเห็น