Summer Hokkaido : Road Trip 4 วัน 3 คืน ฉบับ พาเที่ยวที่ลับ แบบไม่ซ้ำใคร!

Eastern Hokkaido Road Trip

- September, 2018 -

ไปฮอกไกโดคราวนี้ สถานที่เช็คอินของเธอจะเปลี่ยนไป .. ร้อนนี้จะไม่มีทุ่งดอกไม้ห้าสีที่ฟูราโนะ ไม่มีซอฟต์ครีมสีม่วงลาเวนเดอร์ แต่เราจะพาไปขับรถชมวิวทิวเขาสุดอลังการพลางกินซอฟต์ครีมนมฟักทองแทน เธออาจไม่ได้เห็นคลองโอตารุในทริปนี้ แต่จะได้พายเรือแคนูล่องแม่น้ำคุชชาโระ แช่ออนเซ็นส่วนตัวที่โทคาจิ แล้วสะบัดบ็อบ ถอดผ้าใบ ใส่รองเท้าบูท สวมบทเป็นชาวไร่เข้าไปเก็บมันฮอกไกโดหวานๆ มานั่งแคมป์ปิ้งกลางสวน กินฟองดูชีสหอมๆ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตของชาวไร่ฮอกไกโดแบบถ่องแท้! – ทั้งหมดนี้คือ Summer Hokkaido #2018 ของ Movearound Journey ปักหมุดเอาไว้ให้ดี โพสต์นี้อาจทำให้เผลอตกหลุมรักฮอกไกโดมากขึ้นอีกเท่าตัว!

เดินทางสู่ฮอกไกโดตะวันออก

ฮอกไกโดตะวันออก (Eastern Hokkaido) ครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโด เมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ก็เช่น โอะบิฮิโระ (Obihiro) คุชิโระ (Kushiro) ไล่ขึ้นไปจนถึงอาบาชิริ (Abashiri) และมอนเบ็ทสึ (Monbetsu) ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกถึงทางฝั่งขวาของแผนที่ ซึ่งความจริงแล้วถ้าใครไป Road Trip ที่ฮอกไกโดแล้ววางแผนเที่ยวทางฝั่งบิเอะ (Biei) ฟูราโนะ (Furano) ก็สามารถขับรถต่อมาเที่ยวทางฝั่งฮอกไกโดตะวันออกได้เลย หรือถ้ามาจากซัปโปโรจะใช้เวลาขับรถแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็จะถึงเขตโทคาจิของเมืองโอะบิฮิโระ จุดหมายปลายทางหลักของเราในทริปนี้แล้ว

ทริปนี้เราเดินทางจากสนามบินดอนเมืองสู่สนามบินนิวชิโตะเซะ (New Chitose Airport) ด้วยสายการบิน Thai AirAsia X ที่กลับมาให้บริการบินตรงสู่ซัปโปโรอีกครั้ง .. พอได้ข่าวนี่แทบจะร้องอัลเลลูยา! เพราะปกติถ้าจะบินตรงไปลงที่เกาะฮอกไกโดเลยจะต้องกำเงินไว้ในมือไม่ต่ำกว่าสองหมื่นบาท แต่สำหรับแอร์เอเชียนั้น ราคารวมเริ่มต้นแค่ 3,xxx บาทต่อเที่ยวเท่านั้นเอง กดรวมทุกอย่างแล้วได้ออกมาที่หลักหมื่นต้นๆ โอ้ว! สำหรับฮอกไกโดเลิฟเวอร์ที่เดินทางไปฮอกไกโดครั้งที่ 3 อย่างเราแล้วถือว่านี่เป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีเลย

ที่เราชอบอีกอย่างก็คือ ไฟลท์บินกรุงเทพฯ – ซัปโปโร มีให้บริการทุกวัน แถมเวลาบินยังดีงามเวอร์ เพราะ XJ620 (DMK – CTS) ออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 23.55 น. ไปถึงสนามบินนิวชิโตะเซะเวลา 08.40 น. ถึงปุ๊บได้เที่ยวปั๊บ ประหยัดค่าโรงแรมไปได้หนึ่งคืน ส่วนขากลับก็ไม่เช้าและไม่สายจนเกินไป XJ621 (CTS – DMK) ออกจากสนามบินนิวชิโตะเซะเวลา 09.55 น. ถึงสนามบินดอนเมืองเวลา 15.10 น. อย่างนี้เราถือว่าเวลาดี เพราะรถยังไม่ติด นั่งแท็กซี่กลับบ้านได้สบายใจ

จากกรุงเทพฯ ถึงฮอกไกโดใช้เวลาบินแค่ 6 ชั่วโมงครึ่ง พอๆ กับบินจากกรุงเทพฯ ไปโตเกียวเลย แถมรูทบินตรงแบบนี้ไม่ต้องแวะต่อเครื่องที่เมืองอื่นในญี่ปุ่นก่อนด้วย บินยาวๆ แค่นอนเอาแรงบนเครื่องซะให้พร้อม พอถึงสนามบินนิวชิโตะเซะปุ๊บก็ผลุบเข้าห้องน้ำไปหน้าล้าง แปรงฟัน ทริปนี้เราจะเช่ารถขับกัน อยากจะบอกว่าฮอกไกโดนั้นเป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับ Road Trip ที่สุดแล้ว เพราะธรรรมชาติสองข้างทางสวยงามมากกกก ยิ่งใครชอบถ่ายรูปนี่แนะนำว่าควรเผื่อเวลาไว้เยอะๆ เลย เพราะเมื่อถึงฮอกไกโดปุ๊บคุณจะกลายเป็นคนช่างแวะ ขับไปได้ไม่กี่กิโลฯ จะต้องแวะจอดถ่ายรูปกันสนุกสนานแน่นอน สำหรับวิธีการเช่ารถขับที่ญี่ปุ่นนั้นเราเคยเขียนรีวิวอย่างละเอียดเอาไว้ในลิงก์นี้ ใครยังไม่เคยอ่านก็คลิกกลับไปอ่านกันได้เลยเด้อ > รีวิวหมดเปลือก! วิธีการเช่ารถขับเที่ยวแดนปลาดิบ ตั้งแต่ขั้นตอนการจองไปจนถึงประเภทน้ำมันที่ต้องเติม!

เป็นทั้งเคส เป็นทั้งพร็อพ เลิฟมากกก เคสหินนำโชคของ SOCOLA คอลเลคชั่น MEL สีสวยเทอร์คอยซ์สดใสมากๆ ใช้มา 3 รุ่นแล้ว แต่รุ่นนี้เหมาะกับเราที่สุด เพราะช่วยเสริมโชคทางด้านการเดินทาง ดึงดูดทรัพย์ งาน และเงิน (โอมม งานจงมา เงินจงมาาา) ใครชอบสะสมเคสสวยๆ แถมยังได้สะสมโชคด้วย ลองสอยมาใช้สักอันจะติดใจ เข้าไปสั่งซื้อทาง IG ได้เลย เจ้าของน่ารักมากกกกก (ก.ล้านตัว คริๆ ^o^) > IG : socola.case

แผนที่ของสถานที่ในทริป Summer Hokkaido Road Trip 4 วัน 3 คืน
Day 1 : Tokachi

จากสนามบินนิวชิโตะเซะ เราใช้เวลาขับรถประมาณ 2 ชั่วโมง มุ่งหน้าสู่เขตโทคาจิ (Tokachi) ของเมืองโอะบิฮิโระ ซึ่งเขาว่ากันว่าเป็นห้องครัวขนาดยักษ์ของฮอกไกโดเพราะเต็มไปด้วยของอร่อย! เนื่องจากโทคาจิเป็นเมืองที่ปลูกอะไรก็เริ่ด ไม่ว่าจะเป็น มัน ข้าวโพด ฟักทอง บลาๆ ฉะนั้นใครที่ตั้งใจอยากมาพิสูจน์ให้รู้ไส้รู้พุงถึงคำพูดที่เขาร่ำลือกันว่า “ฮอกไกโดเป็นสวรรค์ของนักกิน” นั้นจริงหรือเปล่า? ขอให้ปักหมุดที่เมืองโทคาจิแบบรัวๆ เลย

Tokachi Millennium Forest

จุดหมายปลายทางแรกของเราในทริปนี้ คือ Tokachi Millennium Forest หรือเรียกเป็นภาษาไทยเก๋ๆ ว่า “สวนป่าพันปี โทคาจิ” เหตุผลที่ต้องเติมคำว่า “ป่า” เข้าไปในชื่อก็เพราะสวนแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่มากกกก มีความกว้างมากถึง 400 เฮกเตอร์เลยทีเดียว ภายในยังมีสวนดอกไม้ที่ได้รับรางวัล SGD Award 2012 รวมไปถึง Art Garden และคาเฟ่เก๋ไก๋ นับเป็นการเริ่มต้นทริปซัมเมอร์ฮอกไกโดได้อย่างชื่นฉ่ำปอดเพราะมองไปทางไหนก็เขียวชอุ่มไปหมด ถึงแม้จะมีฝนตกพรำๆ ต้อนรับเรา แต่ก็ไม่เป็นปัญหาในการเดินเที่ยวสวนป่าโทคาจิแต่อย่างใด เพราะเราสามารถหลบฝนเข้าไปนั่งจิบกาแฟ กินของว่างรองท้อง ก่อนจะออกมาเดินสูดโอโซนในป่าขนาดย่อม นี่สินะ ซัมเมอร์ฮอกไกโด มันสดชื่นทั้งกายและใจจริงๆ !!

เวลาเปิด : 9.00 – 18.00 น. (คาเฟ่ Garden Cafe Raurau เปิด 10.00 – 16.00 น.)
ค่าเข้า :
ผู้ใหญ่ 1,000 เยน / เด็ก 500 เยน
แผนที่ของสวนป่าโทคาจิ : https://goo.gl/maps/ZKNsj

Tokachigawa Onsen Daiichi Hotel

เดินเล่นในสวนให้ร่างกายได้สัมผัสความสดชื่นจากธรรมชาติจนฉ่ำปอดแล้ว เราก็ขับรถต่อไปยังที่พักของเราในคืนแรกนี้ ซึ่งต้องขอกาดอกจันไว้เลยว่า ไฮไลท์! เพราะเป็นห้องพักสไตล์เรียวกังที่มีออนเซ็นส่วนตัวในห้องนอน!

Tokachigawa Onsen Daiichi Hotel คือ โรงแรมชื่อดังของเมืองโทคาจิ ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะไฮซีซั่นของฮอกไกโดอย่างช่วงซัมเมอร์แบบนี้ แนะนำว่าให้จองล่วงหน้านานๆ เลย เพราะห้องเต็มแน่นอน เนื่องจากออนเซ็นของเมืองโทคาจินั้นเลื่องชื่อมากโดยเฉพาะในกลุ่มสาวๆ เพราะมีคุณสมบัติช่วยรักษาผิวพรรณให้สวยงามผุดผ่อง ลงแช่แล้วผิวจะลื่น เนียน นุ่ม น่าสัมผัส ลองมาแล้วกับตัว ไม่ได้โม้! ยิ่งมีออนเซ็นส่วนตัวอยู่ในห้องแบบนี้ด้วย พูดเลยว่าใช้ห้องไม่คุ้ม เพราะเวลาส่วนใหญ่มันจะหมดไปกับการอยู่ในห้องน้ำ แช่ออนเซ็นเช้า เย็น จนไม่อยากจะออกไปไหนกันเลยทีเดียว 5555

สำหรับราคาของห้องพักแบบที่มีออนเซ็นส่วนตัวในห้องพร้อมวิวสะพานงามๆ แบบนี้จะอยู่ที่คนละประมาณ 10,xxx บาท ราคานี้เป็นราคาต่อคนนะ ฉะนั้นถ้าพักสองคนก็ต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก แต่ถ้าใครดูแล้วสู้ราคาไม่ไหว ที่นี่เขาก็มีห้องพักแบบธรรมดาเหมือนกัน ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2,500 บาท/คน และไม่ต้องกลัวจะไม่ได้แช่ออนเซ็นเพราะเราสามารถใช้ออนเซ็นรวมของโรงแรมได้ ยิ่งใหญ่อลังการและเป็นน้ำแร่ชนิดที่ทำให้ผิวพรรณผุดผ่องเหมือนกัน แต่จะพักห้องแบบไหนก็อย่าลืมแช่ออนเซ็นนะ เพราะน้ำแร่ของโทคาจินั้นขึ้นชื่อมากว่าไม่มีที่ไหนเหมือนและไม่เหมือนใคร!

ปล. ถ้าใครคิดจะมาเที่ยวโทคาจิแบบ One Day Trip จากตัวเมืองโอะบิฮิโระหรือไม่ได้พักโรงแรมที่มีออนเซ็นให้แช่ สามารถแวะมาแช่ออนเซ็นที่ Garden Spa Tokachigawa Onsen ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม Tokachigawa Onsen Daiichi Hotel แทนก็ได้นะ ที่นี่มีออนเซ็นรวมกลางแจ้งซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัว เพราะสามารถใส่ชุดว่ายน้ำลงแช่ด้วยกันได้ เขามีชุดให้เช่าสำหรับแช่ออนเซ็นโดยเฉพาะด้วย น้ำแร่ในออนเซ็นนั้นเป็นน้ำแร่ชื่อดังของโทคาจิซึ่งมาจากแหล่งเดียวกับที่ใช้ในโรงแรม Tokachigawa Onsen Daiichi Hotel นั่นแล อ้อ ตรงนี้นอกจากมีออนเซ็นรวมแล้วยังเป็นคล้ายจุดพักรถ มีร้านค้า คาเฟ่ ให้นั่งพักขา เมาท์มอยกันอีกด้วยนาจา : )

Day 2 : Lake Kussharo

จากโทคาจิ วันนี้เราจะขับรถไปทะเลสาบคุชชาโระกัน ซึ่งเอาจริงๆ ระยะทางจากโทคาจิไปถึงทะเลสาบก็ค่อนข้างไกลพอตัว ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เกือบ 3 ชั่วโมง แต่เรามีเหตุผลที่ยอมไป เพราะที่ทะเลสาบคุชชาโระมีอีกหนึ่งสถานที่ลับของฮอกไกโดซึ่งเหมาะสำหรับซัมเมอร์รออยู่ .. นั่นก็คือ การล่องคานาเดียนแคนูเข้าป่า ชมความงามในห้องแห่งห้วงกระจกกลางแม่น้ำคุชิโระ

SOMOKUYA [Canoe + Zakka]

เรารัก Passion ของคนญี่ปุ่นมาก เพราะปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะถูกปลูกฝังให้รักการเป็นพนักงานออฟฟิศและมักจะฝากชีวิตไว้กับออฟฟิศเดียวไปจนเกษียณ แต่คนญี่ปุ่นที่กล้าเดินออกมาจากแถวแล้วทำตามความฝันของตัวเองด้วยการทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ดูจะต้องเป็นคนที่มี Passion แกร่งกล้ามาก และนั่นคือความรู้สึกแรกที่เราได้รับหลังจากย่างก้าวเข้ามาในกระท่อมไม้กลางป่าใหญ่แห่งนี้ “SOMOKUYA” สถานที่ที่จะพาเราไปสัมผัสกับประสบการณ์ล่องเรือแคนูในแม่น้ำคุชิโระนั่นเอง

ที่นี่นอกจากจะมีทัวร์แคนูแล้วยังเปิดเป็นร้าน Zakka เล็กๆ มีสินค้าดีไซน์น่ารักขาย รวมถึงกาแฟและเบเกอรี่อร่อยๆ ด้วย ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์ เราก็จะต้องมารวมตัวกันตรงนี้ก่อน เจ้าหน้าที่ที่จะพาเราออกไปทัวร์ก็จะแนะนำข้อมูลคร่าวๆ พูดถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น กล้อง หรือเสื้อผ้าอาจจะเปียกนะ ตรงนี้ถ้าใครห่วงกล้องหรืออุปกรณ์อื่นๆ สามารถขอยืมกระเป๋ากันน้ำจากเขาได้ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่เปียกหรอก ค่อนข้างปลอดภัยมากเลยแหละ เพราะเรือแคนูหนึ่งลำจะมีเจ้าหน้าที่คนญี่ปุ่นคอยช่วยพายและกำหนดทิศทางให้อยู่ด้านหลัง แต่ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่มาเป็นอันดับหนึ่งของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเสื้อชูชีพพร้อม เรือแคนูพร้อม คนพร้อม ก็เริ่มออกผจญภัยกันได้เลย!

จากกระท่อม เราจะต้องเดินไปยังจุดเริ่มต้นตรงบริเวณริมทะเลสาบคุชชาโระ (Lake Kussharo) ซึ่งเป็นต้นน้ำที่จะไหลออกสู่แม่น้ำคุชิโระ (Kushiro River) ที่มีระยะทางยาวถึง 150 กิโลเมตร ไหลจากทะเลสาบคุชชาโระไปจนถึงเมืองคุชิโระและไหลออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก โดยทัวร์แคนาเดียนแคนูล่องแม่น้ำคุชิโระที่เรามีโอกาสไปล่องมาเป็นทัวร์ระยะสั้นประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พาล่องชมวิวทะเลสาบคุชชาโระสักแปบก่อน แล้วค่อยพาล่องผ่านแม่น้ำคุชิโระซึ่งน้ำใสมากกกกกกกก ขนาดวันนั้นฝนเพิ่งหยุดตกไป น้ำยังไม่ขุ่นเลยสักนิด แต่ถ้าใครคิดจะพายยาวววจนออกมหาสมุทรแปซิฟิกเลยจะต้องใช้เวลาถึง 4 วัน 3 คืนเลยนาจา

พายแคนูกินลมชมวิวเขียวชอุ่มของฮอกไกโดช่วงฤดูร้อนมาเรื่อยๆ ก็จะมาถึงจุดไฮไลท์ซึ่งเรียกกันว่า “Mirror Room” หรือ “ห้องแห่งห้วงกระจก” น้ำบริเวณนี้ใสสมชื่อมากๆ เป็นน้ำเย็นที่ผุดขึ้นมาเจอกับอุณหภูมิปกติจึงเกิดเป็นไอหมอกเล็กๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ให้ความรู้สึกเหมือนได้พายแคนูล่องเข้าไปในป่าแห่งความฝันเลย

นั่นคือเซอร์ไพรส์ดอกที่หนึ่ง .. พอล่องแคนูต่อไปได้สักพัก เซอร์ไพรส์ดอกที่สองก็ตามมาคือเขาจะพาเราพายเข้าไปในส่วนที่เรียกว่า “Private Room” เป็นเวิ้งเล็กๆ ริมแม่น้ำ จอดแคนูแล้วให้เราวางไม้พายพาดบนเรือ พร้อมกับเสิร์ฟกาแฟหรือชากับขนมเค้กที่เขาอบเอง ให้เราได้นั่งซึมซับบรรยากาศความชุ่มฉ่ำของป่าไม้พลางจิบกาแฟอุ่นๆ ขอบอกว่า โคตรรรรรรรรดีเลย เป็นประสบการณ์ที่ยากจะหาที่อื่นนะ ฉะนั้นถ้าใครโหยหาความ Unseen Japan แล้วล่ะก็ .. ไม่อยากให้พลาดทัวร์ล่องเรือแคนูที่นี่เลยจริงๆ

สำหรับทัวร์ล่องคานาเดียนแคนู ปกติราคาจะอยู่ที่ 5,500 เยน/คน (ต้องจอง 2 คนขึ้นไป) สามารถจองผ่าน Facebook ของ > SOMOKUYA < พิมพ์ภาษาอังกฤษไปทาง Inbox ได้เลย หรือถ้าใครพักที่ Kussharo Prince Hotel ก็สามารถจองผ่านเคาน์เตอร์ท่องเที่ยวที่ Lobby โรงแรมได้เช่นกันจ้า

แผนที่ของ SOMOKUYA : https://goo.gl/MwSbxB

Kussharo Prince Hotel

หลังจากฟินจากกิจกรรมล่องเรือแคนูในแม่น้ำคุชิโระไปแล้ว คืนนี้เราจะนอนกันที่โรงแรม Kussharo Prince Hotel ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก SOMOKUYA ที่เราไปพายเรือแคนู โดย Kussharo Prince Hotel เป็นโรงแรมใหญ่ที่มีชื่อเสียงในบริเวณทะเลสาบคุชชาโระ ขับรถมาถึงจะเห็นรูปปั้นสัตว์คล้ายไดโนเสาร์ตั้งอยู่ ถามไปสืบมาก็ได้รู้ว่าทะเลสาบคุชชาโระนั้นมีตำนานเล่าขานเหมือนกันว่าเคยมีคนเห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์คล้ายไดโนเสาร์หรือตัวเนสซี แต่คนที่นี่เรียกกันว่า “คุชชี่ (Kusshii)” แหม ชื่อน่ารักจริงๆ เนาะ ^^

ทีเด็ดของโรงแรมนี้อยู่ที่วิวอันอลังการล้านแปดของทะเลสาบคุชชาโระ พร้อมกับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ไว้ให้นั่งจิบชาเขียว ดูวิว แน่นอนว่าโรงแรมนี้มีออนเซ็นรวมให้แช่ตัวกันฟินๆ รวมไปถึงโซนผ่อนคลาย ทั้งเกมเซ็นเตอร์และโต๊ะปิงปองด้วย นับว่าเป็นโรงแรมใหญ่ทีเดียว ส่วนราคาเริ่มต้นที่ 5,xxx บาท/คืน จ้า

Day 3 : Obihiro

ตื่นแต่เช้า เพราะตั้งใจจะไปดูทะเลหมอกที่ “จุดชมวิว Tsubetsu Pass” ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเห็นทะเลสาบคุชชาโระได้แบบมุมกว้างเลย แต่ #คนดวงกุด2018 อย่างเราคงไม่ต้องเดาว่าเห็นหมอกมั้ย? 5555 .. อดไปตามระเบียบจ้า แต่เรากลับไม่รู้สึกเสียดายเลยกับการตื่นมารอคอยแสงเช้าตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง เพราะวิวด้านบนนั้นสวยจริงๆ

ตรงจุดนี้ถ้าโชคดีจะได้เห็นทะเลหมอกปกคลุมไปทั่วทะเลสาบคุชชาโระเลย ฉะนั้นถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นี่อย่าลืมตื่นแต่เช้าไปรอดูทะเลหมอกนะ (ดูเผื่อเก๊าด้วยยย T^T) ดูจากรูปแล้วของจริงคงสวยน่าดูเลย

แผนที่ของจุดชมวิว Tsubetsu Pass : https://goo.gl/maps/pefSyPh2E392

Sunayu

วันนี้เราจะขับรถกลับเข้าเมืองโอะบิฮิโระ ระหว่างทางเราขับรถผ่าน “Sunayu” เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวของทะเลสาบคุชชาโระแต่พิเศษกว่าจุดอื่นๆ ตรงที่พื้นที่ริมทะเลสาบนั้นถ้าขุดทรายลงไปเรื่อยๆ จะเจอน้ำแร่! ลองเอามือจุ่มดูก็พบว่ามันอุ่นดีจริงๆ มิน่าเด็กๆ ญี่ปุ่นแถวนั้นขุดกันสนุกสนานเลย แต่ป้าแก่วัย 30 อย่างเราขอออมแรงนั่งดูวิวสวยๆ ริมทะเลสาบดีกว่า ธรรมชาติที่ฮอกไกโดนี่ทำเอาเราใจเต้นตุ้บตับมาหลายทีแล้ว เจอน้ำนิ่งๆ แบบนี้เข้าไป สายแลนด์สเคปอย่างเรานี่ใจสั่นหงึกหงักเลย มันสวยอะไรแบบนี้ เป็นภาพที่มองแล้วทำให้ใจนิ่งสงบได้อย่างแปลกประหลาดจริงๆ : )

แผนที่ของ Sunayu : https://goo.gl/maps/TpqH3ouVAz42

Mt.Io-zan

ขับรถออกมาจาก Sunayu ได้ไม่นาน วิญญาณคนช่างแวะก็เริ่มทำงาน เพราะดันขับรถผ่านภูเขาที่มีควันพ่วยพุ่ง นึกสงสัยว่าเอ๊ะ นั่นอะไรกันหน๊อ จอดรถดูสักหน่อยก็พบว่าที่นี่คือ “Mt.Io-zan (硫黄山)” หรือภูเขาไฟซัลเฟอร์ เป็นหุบเขาที่มีไอน้ำจากแร่ซัลเฟอร์หรือกำมะถันพ่วยพุ่งออกมา ดูแปลกตามากทีเดียว หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับ คาวะยูออนเซ็น (Kawayu Onsen) เมืองออนเซ็นเล็กๆ อีกแห่งของฮอกไกโด เป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถแวะจอดรถถ่ายรูปหรือเดินเข้าไปดูไอน้ำจากกำมะถันได้อย่างใกล้ชิดจ่ะ

แผนที่ของ Mt.Io-zan : https://goo.gl/maps/KizUvWnHsM62

Naitai Kogen Farm

จากทะเลสาบคุชชาโระ เราขับรถยาวววววมาถึงเมืองคามิชิโฮะโระ (Kamishihoro) ใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง คืนนี้เราจะไปนอนในตัวเมืองโอะบิฮิโระกัน แต่ก่อนหน้านั้นเราขอแวะมาดูวิวสุดอลังการที่ “Naitai Kogen Farm” ก่อน ขอบอกว่าวิวสองข้างทางนั้นคงทำเอาคนรักธรรมชาติหลับไม่ลง เพราะฟาร์มสาธารณะแห่งนี้กว้างใหญ่และสวยงามมากกกกกกกก เป็นเส้นทางที่การันตีความดีงามของการมา Road Trip ที่ฮอกไกโดช่วงซัมเมอร์ได้อย่างดีที่สุด!

ที่นี่มีวัวที่ถูกเลี้ยงไว้ตามธรรมชาติอาศัยอยู่กระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ ด้านบนจุดชมวิวมีร้านขายซอฟต์ครีมฟักทอง อร่อยไม่แพ้ซอฟต์ครีมลาเวนเดอร์เลย แต่วิวที่เห็นตรงหน้านั้นยิ่งใหญ่อลังการกว่าโทมิตะฟาร์มที่ฟูราโนะมากกกก ฉะนั้นถ้าใครแวะมาเที่ยวโอะบิฮิโระก็อย่าลืมขับรถแวะขึ้นมาดูวิวที่นี่นะ รับรองว่าสวยงามสมราคาคุย : )

แผนที่ของ Naitai Kogen Farm : https://goo.gl/maps/knhvJvfbsS72

Hotel Nupka

เสพธรรมชาติมาซะเต็มปอด คืนนี้ขอนอนในเมืองชมแสง สี เสียง บ้าง โดยเราขับรถจากเมืองคามิชิโฮะโระมุ่งหน้าเข้ามาในตัวเมืองโอะบิฮิโระ ที่ตั้งของโฮสเทลน่ารักสไตล์มินิมอล “Hotel Nupka” ที่เราจะนอนกันในคืนนี้

Hotel Nupka นับเป็นอีกหนึ่งโฮสเทลที่กำลังฮ็อตฮิตน่าดูในกลุ่มหนุ่มสาวชาวนิฮงที่แวะเวียนมาเที่ยวเมืองโอะบิฮิโระ ด้วยทำเลที่ดีงาม ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ JR Obihiro แค่เอื้อมก้าว แถมรายล้อมไปด้วยร้านอาหารอร่อย แสง สี เสียง นี่มาครบ! ห้องพักมีทั้งแบบ Dormitory หรือห้องพักรวม รวมไปถึงห้องพักเดี่ยวหรือห้องพักคู่แบบที่มีห้องน้ำให้ตัวก็มีให้เลือก สำหรับราคาถ้าเป็นแบบดอร์มจะอยู่ที่ 1,xxx บาท ต่อ คน ส่วนห้องพักคู่จะอยู่ที่ 2,xxx บาท ต่อห้อง ถึงแม้ห้องจะมีขนาดเล็กไปนิดแต่ก็สะอาดและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันนาจา

ที่เริ่ดคือเขามีทัวร์พาเดินชมเมืองโอะบิฮิโระด้วย เป็นทัวร์สั้นๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยจะพาเดินชมโซนต่างๆ บริเวณใกล้ๆ โฮสเทลนั่นแล ทัวร์นี้เราสามารถติดต่อขอร่วมทัวร์ได้ฟรี เพราะเขาถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการโปรโมทตัวเมืองโอะบิฮิโระไปในตัว แหมะ เวลาที่ได้คนท้องถิ่นพาเราเดินไปดูมุมต่างๆ ในที่ที่เราไม่คุ้นเคยนี่มันดีจริงๆ เลยนะ ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ปกติเราเคยมองข้ามไป เพราะมุ่งจะไปหาของกินอย่างเดียว แฮร่!

สิ่งที่สะดุดตาตอนเดินทัวร์ตัวเมืองโอะบิฮิโระ คือ Yatai (屋台) หรือถ้าจะให้อธิบายแบบไทยๆ ก็คือร้านอาหารแผงลอยริมถนน ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นเคยร้านอาหารในรูปแบบนี้ว่ามีอยู่ที่เมืองฟุกุโอะกะของคิวชู แต่ความจริงแล้วยะไตสามารถพบได้หลายที่ในญี่ปุ่น เพียงแต่ว่าทางญี่ปุ่นเขาเข้มงวดกว่าเมืองไทยเยอะ การจะตั้งร้านอาหารแผงลอยแบบนี้จะต้องมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาควบคุม เราจึงไม่สามารถพบเห็นยะไตได้ง่ายดายเหมือนร้านอาหารแผงลอยในประเทศไทย ทำให้เรารู้สึกว่ายะไตเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของแดนปลาดิบที่หาสัมผัสได้ค่อนข้างยากในปัจจุบัน

สำหรับยะไตของเมืองโอะบิฮิโระนั้นก็ค่อนข้างโดดเด่นเพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลย โดยรูปแบบของยะไตคือจะเปิดเป็นร้านเล็กๆ ขนาดพอนั่งแค่ประมาณ 6-7 ที่ เพราะคนญี่ปุ่นจะนิยมนั่งอยู่ในร้านกันไม่นานแล้วจะเปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ อาหารส่วนใหญ่ก็เป็นแนวอิซากายะหรือปิ้งย่าง บ้างก็เป็นของทอดเสียบไม้ กินแกล้มเบียร์ เป็นต้น

จุดเด่นของยะไตในเมืองโอะบิฮิโระก็คือ เจ้าของร้านส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่นที่มีความคิดริเริ่มอยากมีธุรกิจร้านอาหารเป็นของตัวเองแต่ยังไม่กล้าลงทุนเต็มตัว จึงมาอาศัยยะไตแห่งนี้เป็นสนามทดลองฝีมือ ถ้าลูกค้าเยอะและได้รับความนิยมก็จะมีทุนไปเปิดเป็นร้านใหญ่ต่อไป แถมยังได้ลูกค้าที่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของร้านอยู่แล้วติดตามไปคอยอุดหนุนต่อไปด้วย ฉะนั้นถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยวโอะบิฮิโระหรือแม้กระทั่งเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่นแล้วเจอยะไต เราอยากแนะนำให้ลองเข้าไปนั่งดูสักครั้ง ถึงแม้จะมองเห็นแต่ภาษาญี่ปุ่นอยู่หน้าร้าน แต่บางร้านถ้าถามหาเมนูภาษาอังกฤษเขาก็มีให้นาจา .. นี่เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่เราจะสามารถสัมผัสและเข้าถึงความเป็นนิฮงได้อย่างถ่องแท้ทีเดียวเชียวแหละ : )

Day 4 : Tokachi

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมฮอกไกโดจึงได้ชื่อว่าเป็นห้องครัวแห่งแดนปลาดิบ ทั้งที่เป็นภูมิภาคที่มีฤดูหนาวยาวนานพอๆ กับช่วงฤดูเพาะปลูก ทำไมฮอกไดโดจึงมีอาหารขึ้นชื่อมากมายจนทำให้ชื่อ “ฮอกไกโด” นั้นถูกส่งออกไปเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น “นมฮอกไกโด” “ชีสฮอกไกโด” “มันฮอกไกโด” “ข้าวโพดฮอกไกโด” และอีกมากมายบลาๆ .. วันนี้แหละ เป็นวันที่เราจะสะบัดบ็อบ ถอดผ้าใบ สวมรองเท้าบูท เดินเข้าไปในไร่ของชาวฮอกไกโดแท้ๆ เพื่อหาคำตอบนี้ด้วยตัวเอง!

Itadakimasu Company

ถ้าใครเคยร่วมวงกินข้าวกับคนญี่ปุ่น คงจะคุ้นๆ คำว่า “อิทาดาคิมัส (Itadakimasu)” กันบ้างล่ะ เคยสงสัยมั้ยว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร แล้วทำไมคนญี่ปุ่นถึงต้องพูดก่อนกินข้าว .. คำตอบนั้นง่ายมาก แค่บอกว่าคำนี้แปลว่า “จะกินแล้วน้า” ก็จบ .. ซึ่งเอาจริงๆ คนไทยแบบเราก็มีวัฒนธรรมนี้อยู่นะ เพียงแต่ว่าเราได้มีโอกาสใช้วัฒนธรรมนี้แค่ตอนเรียนเท่านั้นเอง จำได้มั้ย? .. “ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ….. .” นั่นละ วัตถุประสงค์เดียวกันเลย คือ พูดเพื่อให้เราตระหนักถึงความยากลำบากก่อนที่จะได้อาหารมาแต่ละจาน สอนและปลูกฝังให้เราไม่กินทิ้งกินขวาง ไม่ซื้ออาหารมาเพื่อถ่ายรูปแล้วก็ทิ้งไป

แต่คนญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับคำว่า “Itadakimasu” มากกว่านั้นเยอะ นั่นจึงเป็นที่มาของ “Itadakimasu Company” หรือทัวร์เก็บผลผลิตในไร่ที่ให้เราสามารถเข้าไปทัวร์ในฟาร์มหรือไร่ของคนฮอกไกโดได้แบบใกล้ชิด โดยมีไกด์คอยอธิบายข้อมูลต่างๆ ให้ฟัง และได้มีโอกาสเก็บผลผลิตต่างๆ ตามฤดูกาล เช่น มัน ข้าวโพด ฯลฯ แล้วนำมาทำปิ้งย่างนั่งกินกันกลางทุ่ง! ฟังดูเหมือนธรรมดาหรือค่อนไปทางน่าเบื่อสำหรับบางคนใช่มั้ย .. ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นแหละ แต่พอได้ลองมาสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง พูดได้เลยว่า เฮ้ย แม่งดีมากๆ มันคือเรียลทราเวล หรือวิธีที่ทำให้เราได้เข้าถึงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างถ่องแท้ ได้เข้าใจที่มาของคำว่า “Itadakimasu” ว่ากว่าจะมาเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโด ต้องใช้เวลาและผ่านความยากลำบากมามากแค่ไหน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะฮอกไกโด ภูมิภาคที่ผักและผลไม้แทบทุกชนิดมีขอบเขตในการเจริญเติบโตน้อยมาก เนื่องจากฮอกไกโดมีช่วงฤดูหนาวยาวนานถึง 4 เดือน เติบโตได้เล็กน้อยก็ต้องหยุดเพราะโดนหิมะตกลงมากลบหมด แต่พืชผักบางชนิดก็จะถูกปล่อยให้ถูกกลบฝังด้วยหิมะก่อนแล้วค่อยมาเก็บผลผลิตหลังจากพ้นช่วงฤดูหนาวไปแล้วนะ นั่นคือหนึ่งในเคล็ดลับของคนฮอกไกโดในการทำให้ผลผลิตมีความหวานและรสชาติดีกว่าที่อื่น เพราะเมื่อไม่มีสารอาหาร พืชผักเหล่านั้นจะคิดว่า กูไม่มีอาหารมาหล่อเลี้ยงแล้วโวย ทำให้พวกมันพยายามหาทางเอาตัวรอดด้วยการสะสมสารอาหารให้มากกว่าเดิมนั่นเอง : )

สำหรับประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ สามารถจองผ่านเว็บไซต์ Hokkaido Experience ได้เลย มีประสบการณ์หลายอย่างในฮอกไกโดที่น่าสนใจและน่าลองไปสัมผัสมากๆ เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหาข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวฮอกไกโดสำหรับคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นหลายครั้งแล้วอยากลองหาอะไรแปลกใหม่ทำบ้าง ส่วนประสบการณ์เก็บมันในไร่ที่เราได้มีโอกาสไปลองทำมา ถ้าใครสนใจก็จองผ่านลิงก์นี้ได้เลย > Click < ราคาคือ 6,800 เยน/คน รวมค่าปิกนิกอาหารกลางวัน (ฟองดูชีสอย่างดี!) ส่วนผลผลิตที่เราจะได้เก็บนั้นต้องไปลุ้นเอาตามช่วงฤดูกาล อย่างตอนเราไปได้เก็บมันฮอกไกโด บางช่วงก็อาจจะเป็นข้าวโพด หรืออื่นๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมในลิงก์ข้างต้นได้เลยจ้า

Banei Obihiro

บุกถิ่นฟาร์มเมอร์ทั้งทีจะสะบัดบ็อบเดินเข้าไร่ เข้าสวน เก็บผัก เก็บมัน อย่างเดียวก็น่าเสียดาย ทริปนี้เลยขอแวะไปใกล้ชิดกับสัตว์ให้สมกับที่มาเยือนเกาะธรรมชาติอย่างฮอกไกโดสักหน่อย แต่ครั้นจะให้สาววัย 30 #ยังแจ๋ว อย่างเราไปเที่ยวสวนสัตว์มันก็ดูจะไม่ใช่ โชคดีที่เมืองโอะบิฮิโระเขามีสนามม้าที่มีม้าพันธุ์พิเศษเฉพาะของเกาะฮอกไกโดซึ่งนำมาเพาะเลี้ยงผสมพันธุ์จนกลายเป็นม้าตัวใหญ่มากกกก แข็งแรง และบึกบึน ชนิดที่เราต้องร้อง โอ้โหววววว แม่เจ้า ทำไมมันใหญ่อย่างนี้!! โดยม้าเหล่านี้เขาเลี้ยงไว้สำหรับลงแข่งในสนามแห่งนี้นี่แล แต่นอกจากเป็นสนามแข่งม้าแล้ว ภายในยังมีสัตว์น่ารักให้ดู แล้วก็มีม้าให้ลองขี่ด้วย ฉะนั้นถ้าแวะมาเที่ยวเมืองโอะบิฮิโระแล้วอยากเห็นม้าพันธุ์พิเศษของฮอกไกโดให้ประจักษ์กับตาตัวเองว่ามันใหญ่ขนาดไหน ก็ขอให้ลองแวะมาที่ Banei Obihiro แห่งนี้ได้เลยยย

อ้ออออออ ถ้ามาถึงโอะบิฮิโระแล้ว เมนูที่ต้องลองชิมก็คือ “ข้าวหน้าหมูย่าง” นะ อร่อยมากกกก เป็นหนึ่งในเมนูขึ้นชื่อของเมืองนี้เลย ภายใน Banei Obihiro ก็มีร้านข้าวหน้าหมูย่างอยู่ ลองแวะชิมได้ สายเนื้อ สายหมู รับรองฟินแน่นวล!

แผนที่ของ Banei Obihiro : https://goo.gl/maps/UYu6EfC36FG2

Tokachi Toteppo Factory

ก่อนขับรถกลับเข้าซัปโปโรเพื่อเตรียมตัวกลับประเทศไทย เราได้แวะคาเฟ่น่ารักอีกแห่งของเมืองโทคาจิ เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่ได้รับความนิยมของคนโทคาจิเพราะมีขนมที่หากินที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ เป็นคล้ายๆ ชีสทาร์ตชิ้นพอดีคำ อร่อยมากกกกกกกกก ที่ร้านยังมีขนมหวานอื่นๆ เช่น เค้ก พุดดิ้ง ฯลฯ รวมไปถึงเครื่องดื่ม ชา กาแฟ แบบเติมไม่อั้นด้วย บรรยากาศร้านน่ารักมากๆ เลย หน้าร้านจัดสวนดอกไม้แบบญี่ปุ่นคือ จัดให้เหมือนยังไม่ได้จัดแต่ผ่านการคิดมาแล้วอย่างดี ใครมีโอกาสแวะมาเที่ยวโอะบิฮิโระหรือโทคาจิอย่าลืมปักหมุดไว้แวะมาเช็คอิน ที่นี่ชิคมากนาจา จะบอกให้ : )

แผนที่ของ Tokachi Toteppo Factory : https://goo.gl/maps/fByyZsPxae12

Sharing is caring!

Related Post
Tags:

ใส่ความเห็น