ชอบกด Like ใช่กด Share
  • 355
    Shares

Shizuoka

เมืองที่ทำให้เราละสายตาจากฟูจิซังไม่ได้ .. แม้แต่วินาทีเดียว

- February, 2019 -

.. Die with memories, not dreams.

อย่ามัวแต่นั่งฝัน ลองถามตัวเองว่า ..
สักครั้งในชีวิต อยากไปยืนอยู่ตรงไหน หรือมองเห็นอะไรด้วยตาของตัวเอง
แล้วพาตัวเองไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นให้ได้ ..

ทริปนี้เราก็เลยพาตัวเองมายืนอยู่ตรงหน้าภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มองดูความศรัทธาที่คนญี่ปุ่นมีต่อภูเขาไฟฟูจิ ลองใช้ชีวิตเนิบช้าอยู่ในเมืองที่อาจอยู่แค่ปลายสายตาของคนไทยหลายคน รวมถึงกระโดดก้าวข้ามความกลัวของตัวเองด้วยการเล่นพาราไกลดิ้งแล้วดูฟูจิซังจากบนท้องฟ้า หันมาปั่นจักรยานแทนการเดินในเมืองที่ไม่ว่าหันไปทางไหนก็สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้แทบทุกมุม .. ทั้งหมดที่ว่ามานี้คือทริป ‘ชิซึโอกะ’ เมืองที่มีชาเขียวรสขมเข้มให้นั่งจิบพลางมองดูความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิ ที่สำคัญ ยังใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวมาแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

.. แล้วถ้าเธอจะลองเปิดใจออกสักนิด อ่านโพสต์นี้จบ .. ชิซึโอกะ อาจไม่ใช่ทางผ่านอีกต่อไป : )




การเดินทางสู่จังหวัดชิซึโอกะ

ฟังจากชื่อดูเหมือนไกลใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้ว ชิซึโอกะ เป็นหนึ่งในเมืองที่สามารถไปเที่ยวแบบเช้า – เย็นกลับได้เลยนะ เพราะใช้เวลานั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นจากโตเกียวมาแค่ 40 – 60 นาทีเท่านั้นเอง ใกล้กว่าคาวากุจิโกะอีกจ้าาา โดยทริปนี้ เรามีโอกาสได้ลองใช้บริการสายการบิน Japan Airlines เป็นครั้งแรกด้วย โอ๊ยยยย ดีงามมากจ้าพี่จ๋า เดี๋ยวนี้ราคาก็ไม่แพงมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมเรื่องการบริการก็ดีงามสมเป็นสายการบินประจำชาติแดนปลาดิบ ที่เราชอบมากที่สุดก็คือตอนบอร์ดดิ้งไม่วุ่นวายเหมือนสายการบินอื่นๆ ขนาดคนเต็มลำยังบอร์ดดิ้งได้ตรงเวลาเวอร์ ช่วงเวลาการบินก็ดีงาม ขาไปเครื่องออก 4 ทุ่ม ถึงโตเกียวตอน ตี 5 เกือบหกโมงเช้า เที่ยวได้เต็มวัน! ส่วนขากลับเครื่องออกตอนเที่ยงคืน มีเวลาเที่ยวได้อีกหนึ่งวันเต็ม! Seat Pitch ก็กว้างขวาง หลับยาวๆ แปบเดียวก็ถึงสนามบินฮาเนดะแล้ว

จากสนามบินฮาเนดะ สามารถนั่งรถไฟสาย Airport-Kyuko ไปลงสถานี Shinagawa แล้วเปลี่ยนเป็นรถไฟความเร็วสูง Shinkansen ไปลงที่จังหวัดชิซึโอกะได้เลย ส่วนระยะเวลานั้นขึ้นอยู่กับว่าจะแวะเที่ยวเมืองไหนก่อน ส่วนตัวเราลงที่สถานี Atami เพราะตั้งใจจะไปดูซากุระเย็นหรือซากุระฤดูหนาวที่บานก่อนซากุระที่คาวาซุ (Kawazu) ก็เลยใช้เวลาเดินทางจากสถานี Shinagawa แค่ 39 นาทีเท่านั้น! หลังจากนั้น เราก็ต่อรถไฟไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ อ้อ .. แต่ถ้าใครมาจากสนามบินนาริตะอาจต้องใช้เวลามากกว่านะ เพราะต้องขึ้นชินคันเซ็นที่สถานี Tokyo หรือถ้าไฟลท์ใครถึงช่วงบ่ายๆ เย็นๆ จะแวะเที่ยวโตเกียวก่อนแล้วค่อยแว๊บมาเที่ยวชิซึโอกะในวันต่อๆ ไปก็ได้ จะได้ไม่เหนื่อยเกินไปค่ะ : )

Tip : มาเที่ยวชิซึโอกะ สามารถใช้พาส (Pass) อะไรได้บ้าง?

หลังจากที่ลงรูปไฮไลท์ของเมืองชิซึโอกะในแฟนเพจของ Movearound Journey เพื่อเป็นน้ำจิ้ม ก็มีคนถามกันเข้ามาเยอะแยะเลยว่าถ้าจะมาเที่ยวชิซึโอกะ สามารถใช้พาสนั้นได้ไหม ใช้พาสนี้ได้ไหม โดยเฉพาะพาสเที่ยวรอบโตเกียวยอดฮิตอย่าง JR TOKYO Wide Pass ซึ่งจริงๆ แล้ว TOKYO Wide Pass ก็สามารถใช้นั่งรถไฟ JR East Line มาถึงสถานี Atami ของเมืองชิซึโอกะได้นะ เพียงแต่ว่ามันจะถึงแค่นั้นน่ะซี่ ไม่สามารถใช้พาสนี้เดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ ของชิซึโอกะได้ ฉะนั้นถ้าใครมีแพลนเที่ยวชิซึโอกะมากกว่า 1 วัน อาจพิจารณาซื้อ Mt. Fuji-Shizuoka Area Tourist Pass Mini เพิ่ม โดยพาสนี้สามารถใช้นั่งรถไฟ / รถบัส บริเวณรอบจังหวัดชิซึโอกะ และเรือเฟอร์รี่เพื่อเที่ยวที่ Shimizu Port Bay Cruise และ Suruga Bay ได้ รวมถึงใช้นั่ง Fujikyuko Bus เที่ยวรอบทะเลสาบที่คาวากุจิโกะได้ด้วย พาสสามารถใช้งานได้ 3 วัน ราคา 4,500 เยน ซื้อก่อนจากเมืองไทยแล้วค่อยไปแลกเป็นพาสจริงที่ญี่ปุ่นเหมือนพาสอื่นๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้เลยจ้า > Click <



เราจะขอสรุปวิธีการเดินทางไปเมืองชิซึโอกะออกเป็นข้อๆ ตามนี้นะ สามารถเลือกเดินทางได้ตามความสะดวกและงบประมาณของแต่ละคนเลย

1.Tokyo —> Shizuoka แบบไม่ใช้พาส
วิธีการเดินทาง : Shinkansen Hikari หรือ Shinkansen Hikari Kodama จากสถานี Tokyo ถึงสถานี Shizuoka ใช้เวลา 60 นาที ราคา แบบไม่จองที่นั่ง 5,830 เยน/เที่ยว จองที่นั่ง 6,350 เยน/เที่ยว หลังจากนั้นก็ค่อยนั่งรถไฟเที่ยวตามเมืองต่างๆ หรือถ้าสะดวกเช่ารถขับก็จะทำให้สามารถเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกและล้วงลึกยิ่งขึ้น เพราะบางสถานที่รถไฟไม่เข้าถึง อาจจะต้องนั่งบัสหรือโบกแท็กซี่เอาค่ะ
ปล. สำหรับนักท่องเที่ยวงบน้อยแล้วอยากประหยัด สามารถนั่งรถไฟ JR Tokaido Line มาได้ แต่ก็จะเสียเวลามากกก เพราะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว ส่วนค่าโดยสารนั้นจะอยู่ที่ราคา 3,350 เยน/เที่ยวค่ะ



2.Tokyo —> Shizuoka กรณีถือ Japan Rail Pass (All Japan)
คนที่มี JR Pass แบบทั่วประเทศไว้ในครอบครองอยู่แล้ว สามารถใช้พาสขึ้นชินคันเซ็นมาถึงชิซึโอกะได้เลย แต่การเดินทางภายในเมืองต่างๆ นั้นก็อาจจำเป็นต้องเช่ารถขับ หรือนั่งบัส และโบกแท็กซี่อยู่ดี เพราะพาสสามารถใช้ขึ้นได้เฉพาะชินคันเซ็น และรถไฟของ JR ค่ะ

3.Tokyo —> Shizuoka เดินทางด้วย JR TOKYO Wide Pass
ข้อเสียของ JR TOKYO Wide Pass คือ มีระยะเวลาการใช้งานแค่ 3 วัน แต่ก็เหมาะมากสำหรับคนที่อยากหาที่เที่ยวใกล้โตเกียว โดยพาสนี้สามารถใช้นั่งรถไฟ JR แบบธรรมดามาถึงสถานี Atami และ Ito ได้ แต่ไม่สามารถใช้ขึ้นชินคันเซ็นได้ ฉะนั้นจึงค่อนข้างเสียเวลาในการเดินทางพอสมควร ก็เลยเหมาะสำหรับคนที่มีแผนเที่ยวอยู่ในชิซึโอกะมากกว่า 1 วัน ซึ่งเราแนะนำว่าควรอยู่มากกว่า 1 วัน เพราะว่าแค่วันเดียวมันรู้สึกไม่พอจริงๆ นะ : )
ปล. JR East Pass Tohoku Area ก็สามารถใช้นั่งรถไฟ JR มาถึงสถานี Atami ได้เหมือน JR Tokyo Wide Pass นะ แต่เมื่อถึงสถานี Atami แล้วก็ต้องวางแผนเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อเที่ยวในเมืองต่างๆ ของชิซึโอกะเหมือนข้ออื่นๆ จ้า

แผนเที่ยวชิซึโอกะ 4 วัน 3 คืน

ในทริปนี้เราไปมาทั้งหมด 6 เมือง คือ Atami / Mishima / Fujinomiya / Izu / Numazu และเมืองหลวงของจังหวัดซึ่งมีชื่อเหมือนกันเลย นั่นก็คือ Shizuoka โดยอยู่ที่ชิซึโอกะทั้งหมด 4 วัน 3 คืน .. เอาจริงๆ ยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มเลย อยากอยู่ต่อนานๆ เพราะชิซึโอกะเป็นเมืองที่อบอุ่น น่ารักมากจริงๆ โดยใน 4 วันนี้ เราเห็นภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มตาอยู่ 2 วัน หนึ่งในนั้นเป็นวันที่แม้แต่คนชิซึโอกะเองยังบอกว่า ยูอาร์เวรี่ลัคกี้มากจริงๆ นะ เพราะเป็นวันที่ภูเขาไฟฟูจิสวยงามมากที่สุดในรอบปี โอกาสดีๆ แบบนี้จะมีอยู่แค่ประมาณ 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น อันนี้คนขับรถแท็กซี่และครูฝึกที่โดดพาราไกลดิ้งกับเราเขาคอนเฟิร์มมา ^o^

มันรู้สึกดีมากเลยนะ เวลาที่แอบมองคนญี่ปุ่นเขาละสายตาจากฟูจิซังไม่ได้เหมือนกัน เราสัมผัสได้จากสายตาของเขาจริงๆ ว่าสำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว ภูเขาไฟฟูจินั้นเป็นมากกว่าภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งเรามั่นใจว่าแม้แต่คนต่างชาติอย่างเรา ต่อให้ใครได้ไปยืนอยู่ตรงหน้าฟูจิซังแล้วมองเห็นด้วยตาตัวเอง ก็จะต้องรู้สึกเหมือนกัน คือนอกจากทึ่งในความยิ่งใหญ่ของฐานภูเขาไฟแล้ว ฟูจิซังยังเหมือนมีเสน่ห์บางอย่างที่สะกดเราเอาไว้ให้ต้องมองอยู่อย่างนั้น ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกสงบแล้วก็ได้รับแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยมจากภูเขาไฟลูกนี้ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มันส่งต่อผ่านตัวอักษรไม่ได้ .. ต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเองนะ : )

สำหรับแผนเที่ยวชิซึโอกะ 4 วัน 3 คืนนี้ แรกเริ่มเดิมทีมันเกิดขึ้นจากเราอยากหากิจกรรมอะไรสนุกๆ ที่ญี่ปุ่นทำบ้าง เพราะปกติเวลาไปญี่ปุ่นทีไรก็จะเน้นไปถ่ายรูป เดินเล่นอย่างเดียว เราเชื่อว่าประสบการณ์คืออรรถรสของความทรงจำนะ ยิ่งทริปไหนได้มีโอกาสทำอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ทริปนั้นยิ่งเป็นเหมือนกาวติดตรึงในความทรงจำให้นึกถึงอยู่เสมอ ประจวบเหมาะกับที่ไปเจอภาพคนกำลังกระโดดร่มหรือ Paragliding แต่ที่พีคคือมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง! มันก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากมีโมเมนต์แบบนั้นบ้าง เลยพยายามค้นหาข้อมูลจนไปเจอกับเว็บไซต์ของทางจังหวัดชิซึโอกะซึ่งมีภาษาอังกฤษด้วย! ดีใจมากกกกก เพราะปกติกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องจองผ่านเว็บไซต์ของญี่ปุ่น จะเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน แต่ในเว็บนี้มีข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ แถมยังสามารถจองกิจกรรมต่างๆ ผ่านเว็บได้เลยอีกด้วย เว็บไซต์ที่เราพูดถึงคือ > Shizuoka Guide Mount Fuji Travel < เป็นเว็บไซต์ที่จัดทำโดยจังหวัดชิซึโอกะโดยตรง ฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ จึงน่าจะถูกเลือกสรรมาแล้วว่าเป็นกิจกรรมที่สุโก้ยและเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ดีงาม แน่นอนว่ารวมไปถึงการกระโดดร่มหรือพาราไกลดิ้งชมวิวภูเขาไฟฟูจิจากบนท้องฟ้าด้วย

ในเว็บไซต์เราสามารถเลือกกิจกรรมตามเดือน (Search by month) และสถานที่ (Search by Station) หรือเมืองต่างๆ (Search by Area) ภายในชิซึโอกะได้เลยนะ ส่วนตัวเราเดินทางช่วงปลายเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ถึงจะเป็นฤดูหนาวก็ยังมีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะแยะเต็มไปหมด เพราะปกติแล้ว อุณหภูมิของชิซึโอกะจะค่อนข้างอุ่นกว่าเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่น ทั้งนี้ก็เพราะตัวจังหวัดชิซึโอกะตั้งอยู่ติดกับ Suruga Bay ซึ่งเป็นทะเลร้อน ครั้นลมหนาวจากทะเลญี่ปุ่นที่ติดกับทางฝั่งเมืองที่มีหิมะตกเยอะๆ ทั้งหลายแหล่จะพัดเข้ามาก็จะโดนความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิบังไว้อีก ฉะนั้นชิซึโอกะจึงไม่ค่อยมีหิมะตก แต่วันที่เราไปนี่เจอหิมะเต็มๆ เลยจ้า คนญี่ปุ่นบอกอีกว่ายูโชคดีมากอีกแล้ว เพราะนอกจากฟูจิซังจะสวยมากแล้ว ยังมีหิมะตกในอุณหภูมิแบบสบายๆ ไม่หนาวมากอีกด้วย โอ๊ยย ทริปนี้ดีงามจริงๆ

.. และจากนี้คือแผนเที่ยวชิซึโอกะ 4 วัน 3 คืน โดยแบ่งตามเมืองที่เราอยากนำมาแบ่งปันกันค่ะ : )




Atami

อาตามิ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งออนเซ็นของจังหวัดชิซึโอกะ ในแถบนี้จะมีเรียวกังติดทะเลซึ่งมีออนเซ็นให้แช่อยู่เรียงราย แต่เราแวะมาเมืองอาตามิด้วยจุดประสงค์เดียวคือดูถนนสายซากุระเย็นหรือซากุระหน้าหนาว ซึ่งซากุระที่นี่จะบานเร็วกว่าคาวาซุ (Kawazu) อีกนะ ฉะนั้นช่วงที่เราไปคือประมาณปลายเดือนมกราคม ก็มีซากุระบลูมๆ ให้ชมแล้ว ที่สำคัญยังอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวเลย สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวโดยใช้เวลาแค่ 39 นาทีเท่านั้น!

น่าเสียดายที่สายฝนดันโปรยปรายต้อนรับเราในวันแรกที่มาถึง ก็เลยต้องเดินถือร่มชมซากุระ แต่ก็ได้ฟีลไปอีกแบบ โดยถนนสายซากุระที่อาตามินั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานี Atami เลยค่ะ สามารถโบกแท็กซี่มาได้โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น หรือถ้าใครมาคนเดียวหรือสองคน แนะนำให้ไปยืนรอรถบัสที่อยู่ข้างๆ สถานีรถไฟ แล้วนั่งรถบัสไปลงป้ายที่ชื่อ Ginza หลังจากนั้นจะเจอแนวต้นซากุระเป็นทางยาวเลย เดินถ่ายรูปกันได้เพลินๆ ไปเลยจ้าาา

Mishima

หลังจากถ่ายรูปซากุระช่วงฤดูหนาวจนฉ่ำใจ เราก็นั่งรถไฟต่อมาลงที่สถานี Mishima เพื่อแวะไปเที่ยวแลนด์มาร์กแห่งใหม่ล่าสุดของจังหวัดชิซึโอกะซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมิชิมะแห่งนี้นี่แหละ แน่นอนว่าแลนด์มาร์กแห่งนี้คงจะเป็นสถานที่อื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก Mishima Skywalk’ หรือชื่อเต็มแบบย๊าวยาวว ‘The Hakone Seiroku Mishima Suspension Bridge’ ที่ตอนนี้ชิงตำแหน่งสะพานแขวนคนข้ามที่มีความยาวที่สุดในญี่ปุ่นไปครอบครองเป็นที่เรียบร้อย ที่สำคัญยังมีนางเอกคนงามอย่างภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังอีกต่างหาก พีคไปอี๊ก!

น่าเสียดายที่วันนั้นเราไปถึงแล้วฝนกำลังตกพรำๆ เลยได้บรรยากาศหมอกๆ มัวๆ มาแทน แถมคุณฟูจิก็ยังขี้อายหลบอยู่หลังเมฆตามฟอร์ม ก็เลยแว่บเข้าไปนั่งเล่น หลบฝน กินซอฟต์ครีมที่ Sky Garden เป็นคาเฟ่ที่มีสวนดอกไม้ลอยฟ้า สวยมากกกกก ฟรุ้งฟริ้งน่าถ่ายรูปเป็นที่สุด เราว่าสาวๆ ถ้าได้ลองแวะไปคงต้องชอบใจทุกราย : )

การเดินทางมา Mishima Skywalk : จากสถานี JR Mishima Station ให้เดินมาทาง South Exit จะเจอป้ายรถบัส หลังจากนั้นให้ขึ้น Tokai Bus ที่ป้ายหมายเลข 5 ลงป้าย Mishima-Oturibashi แต่จริงๆ รถบัสจะเลี้ยวเข้าไปจอดหน้า Skywalk เลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที ค่ารถบัส 560 เยน/เที่ยว แต่หน้าป้ายรถบัสจะมีจุดขาย One Day Pass ราคา 900 เยนเท่านั้น สามารถขึ้นลงกี่รอบก็ได้ แนะนำว่าซื้อพาสจะคุ้มกว่าจ่ายเป็นรอบจ้า

 

Numazu

จากเมืองมิชิมะ เรานั่งรถไฟ JR Tokaido Line ต่อมาที่เมืองนูมาซุ จากสถานี Mishima มาสถานี Numazu ใช้เวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้นเอง คืนนี้เราพักกันที่ โรงแรม Cocochee Hotel ตั้งอยู่ใกล้สถานี Numazu มากกกกก ห้องที่เราจองเป็นห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นแบบโมเดิร์น สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าห้องกว้างกว่าในโตเกียวมาก แต่ราคาเริ่มต้นที่คืนละ 2,7xx บาทเอ๊ง นี่แหละน้า ข้อดีในการมาเที่ยวเมืองบ้านนอกของญี่ปุ่น



เรามาถึงโรงแรมในช่วงเวลาเช็คอินพอดี มองดูนาฬิกายังมีเวลาอยู่ค่อนข้างมาก แต่แพลนวันแรกหมดแล้ว ไม่รู้จะไปไหนเพราะฝนตก (แต่พอมาถึงโรงแรมหยุดซะงั้น) เหลือบไปเห็นป้ายตรงล็อบบี้ว่ามีจักรยานให้เช่าด้วย เป็นจักรยานไฟฟ้า (E-bike) ราคา 1,800 เยน/ครึ่งวัน และ 2,500 เยน/ทั้งวัน ก็เลยเข้าไปสอบถามกับทางพนักงานว่าถ้าจะเช่าจักรยานปั่นเที่ยวแถวนี้ มันพอจะมีที่ไหนให้ปั่นไปเที่ยวได้บ้าง เขาก็เลยแนะนำว่าจากโรงแรมสามารถปั่นไปริมทะเลแถว Numazu Port ได้นะ ที่นั่นมีร้านอาหารทะเลเป็นซีฟู้ดสดใหม่ให้เลือกหลายร้าน เราก็เลยตัดสินใจเช่าจักรยานไฟฟ้าจากโรงแรมปั่นไปหาข้าวเย็นกินที่ Numazu Port ซึ่งระยะทางก็ค่อนข้างไกลเอาเรื่องทีเดียว ประมาณ 2 กิโลกว่า แต่เพราะเป็นจักรยานไฟฟ้าก็เลยชิล แถมยังมีเพื่อนปั่นไปอีก เพราะคนที่โรงแรมกำลังจะปั่นไปที่ Numazu Port พอดี เอ้า! นุ้งขอร่วมวงด้วยเลยจ้า นานๆ ทีจะมีโอกาสได้ร่วมแก๊งค์สิงห์นักปั่น แถมยังเป็นที่ญี่ปุ่นอีกต่างหาก .. มิตรภาพมันเกิดขึ้นง่ายนะ สำหรับนักเดินทาง : )

ระหว่างทาง แอบเห็นฟูจิซังโผล่มาทักทายนิดๆ พอให้ได้ชื่นใจหลังจากฝนตกมาทั้งวัน ทีนี้ล่ะก็มีกำลังใจปั่นต่อแล้ววว หลังจากกลับมาถึงโรงแรมก็ติดใจเลยจ้า เพราะปั่นจักรยานที่ญี่ปุ่นมันได้ฟีลดีจริงๆ อากาศก็ไม่ร้อน แถมถนนหนทางก็ปลอดภัย ไม่อันตราย เพราะที่นี่เขาถือว่าคนและรถเล็กต้องมาก่อนรถใหญ่ ต้องให้ทาง ..

เราก็เลยแพลนหาเรื่องจะเช่าจักรยานปั่นเที่ยวอีกในวันรุ่งขึ้น โดยถามไถ่เอาจากคนญี่ปุ่นที่ไปปั่นจักรยานด้วยกันนี่แหละว่าพรุ่งนี้มีแพลนจะไปเที่ยวเมืองอิซุ (Izu) อยากไป Izunokuni Panorama Park เพื่อดูฟูจิซัง พอจะมีคอร์สจักรยานให้มือสมัครเล่นอย่างนุ้งได้ลองของบ้างมั้ยเดสก๊ะ? เขาก็เลยแนะนำคอร์สปั่นจักรยานของ MERIDA X Base ซึ่งเป็นร้านเช่าจักรยานเจ้าใหญ่ของเมืองอิซุมา บอกว่ามีคอร์สนึงที่แวะ Izunokuni Panorama Park นะ แต่เป็นคอร์สระยะไกลพอตัว ประมาณ 21.5 กิโลเมตร นุ้งจะปั่นไหวไหมล่ะเดสก๊ะ? .. ด้วยความฮึกเหิมก็เลยตกลงปลงใจกับตัวเองว่าพรุ่งนี้จะปั่นจักรยานเที่ยวเมืองอิซุ กินเยอะมันก็ต้องเอาออก จะได้ผอม! ว่าแล้วก็กินตุนไว้สำหรับวันพรุ่งนี้เลยก็แล้วกัน ; p



Izu

ถ้าดูจากแผนที่ จังหวัดชิซึโอกะจะมีพื้นที่เป็นแหลมยื่นลงไปในทะเลอยู่ส่วนนึง ตรงนั้นคือเมืองอิซุ หรือหลายคนอาจคุ้นหูกันในชื่อ ‘คาบสมุทรอิซุ (Izu-Peninsula)’ ซึ่งนับเป็นอีกเมืองที่น่าเที่ยวมากในชิซึโอกะ แล้วก็มีแววจะโด่งดังขึ้นอีกหลังจากปี 2020 เพราะ Tokyo 2020 Olympics หรือโอลิมปิกฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้ ที่คนญี่ปุ่นทุกคนต่างตื่นเต้นและเตรียมตัวมานานหลายปีนั้นจะมีการจัดการแข่งขันจักรยานขึ้นในเมืองอิซุด้วย ฉะนั้นมาเยือนเมืองอิซุทั้งที จะให้มาเที่ยวแบบธรรมดาคงไม่ได้ งานนี้เราก็เลยเช่าจักรยานไฟฟ้าจากร้าน MERIDA X Base ซึ่งใหญ่โตโอ่อ่ามากกก เดินเข้าไปนี่นึกว่าอีเวนท์ที่เมืองทอง 555

ที่นี่นอกจากมีจักรยานให้เช่าแล้ว เขายังขายด้วย สมมติเราเช่าคันไหนไปปั่นแล้วติดใจ อยากจะซื้อก็มาติดต่อที่ร้านได้เลย ส่วนราคาการเช่าจักรยานนั้นก็แบ่งตามประเภทของจักรยาน เริ่มตั้งแต่ 2,000 เยนขึ้นไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้จ้า > Click <

สำหรับเส้นทางที่เราจะปั่นจักรยานกันในคอร์สนี้จะมีระยะทางอยู่ที่ 21.5 กิโลเมตร ฟังดูเหมือนไกลและเหนื่อย แต่ถือเป็นเส้นทางสำหรับมือใหม่แล้วนา ถ้าเป็นมืออาชีพนี่คงเบๆ ไปเลย ที่เราเลือกคอร์สนี้เพราะได้ปั่นไปที่ Izunokuni Panorama Park ด้วย แถมยังได้แวะเก็บสตรอว์เบอร์รีหวานๆ กินที่ Ema Strawberry Picking Center อีกต่างหาก ถือว่าไม่ใช่เส้นทางสำหรับสิงห์นักปั่นจนเกินไป เพราะมีจุดท่องเที่ยวและวิวสวยๆ ให้แวะถ่ายรูปด้วย




Izunokuni Panorama Park

ถ้า Mishima Skywalk หรือแลนด์มาร์กแห่งเมืองมิชิมะ Izunokuni Panorama Park ก็ถือว่าเป็นแลนด์มาร์กแห่งเมืองอิซุเขาล่ะ ที่นี่เป็นสวนสาธารณะลอยฟ้าที่มีนางเอกคนงามเป็นฟูจิซังเช่นเดิม เพิ่มเติมคือมีจุดแช่ออนเซ็นเท้าที่นั่งเพลินๆ มองดูภูเขาไฟฟูจิในวันฟ้าใสด้วย โดยการเดินทางขึ้นไปยัง Izunokuni Panorama Park จะต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้าหรือ Ropeway ประมาณ 7 นาที พอขึ้นไปถึงสวนด้านบนเราก็จะสามารถมองเห็นวิวของเมืองอิซุได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว น่าเสียดายที่ฟูจิซังเขาขี้อายอีกแล้ว ถ้าใครได้ขึ้นไปเห็นแบบจังๆ นี่คงจะสวยงามมากกก สำหรับราคา Ropeway จะอยู่ที่ 1,800 เยน (ไป – กลับ) เปิดทุกวันตั้งแต่ 9.00 – 17.00 น. จ้า

แผนที่ Izunokuni Panorama Park

Ema Strawberry Picking Center

สารภาพตามตรงว่าไปญี่ปุ่นมาก็หลายครั้ง แต่ยังไม่เคยเข้าไปเก็บสตรอว์เบอร์รีในสวนที่ญี่ปุ่นเลยย ทริปนี้ได้โอกาสเพราะ Ema Strawberry Picking Center อยู่ในคอร์สปั่นจักรยานพอดี ซึ่งเราไม่รู้ว่าสวนอื่นๆ เป็นยังไงนะ แต่ที่นี่สตรอว์เบอร์รีหวานมากกกกกกกกกกกกก หวานฉ่ำที่สุดเท่าที่เคยกินมา (พูดไปจะหาว่าเวอร์ อยากรู้ว่าเวอร์มั้ยต้องไปพิสูจน์ ; p) โดยที่นี่เขาจะปลูกสตรอว์เบอร์รี 2 แบบ คือปลูกกับแปลงแบบทั่วไปที่หลายคนอาจเคยเห็นกัน กับอีกแบบคือปลูกในดิน ซึ่งแบบหลังเนี่ย .. ขุมทรัพย์จริงๆ แกเอ๊ยยย หวานแบบไม่ต้องพึ่งนมพึ่งน้ำตาลกันเลยทีเดียว จากนี้ถ้าใครมีแพลนจะไปเก็บสตรอว์เบอร์รีที่ญี่ปุ่น เราอยากให้ลองหาสวนที่ปลูกในดินดู คือมันอร่อยและหวานฉ่ำมากกว่ามากจริงๆ แต่ถ้าใครแวะไปเที่ยวชิซึโอกะล่ะก็อยากให้ลองแวะมาที่นี่ดูนะ เพราะนอกจากสตรอว์เบอร์รีจะหวานอร่อยแล้ว วิวรอบๆ ยังสวยมากอีกด้วย ยังไงลองดูรายละเอียดจากลิงก์นี้เลยเด้อ > Click <

แผนที่ Ema Strawberry Picking Center




Ikesuya

ก่อนจบคอร์สปั่นจักรยาน เราแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน Ikesuya ซึ่งเป็นร้านแนะนำของคนญี่ปุ่นเลยนะ เพราะที่นี่เขาโด่งดังเรื่องปลา Aji หรือปลาทูญี่ปุ่นมากกกก เรียกว่าเป็น Japan No.1 Aji Fish เลยทีเดียว ถ้าใครยังไม่เคยกิน รสชาติจะคล้ายปลาทูของบ้านเรา ก็เลยเรียกกันว่าปลาทูญี่ปุ่น โดยเมนูของร้านนี้จะมีทั้งแบบย่าง ชุบแป้งทอด แล้วก็สดสไตล์ซาซิมิ ถ้าสั่งแบบสด ในชุดจะมีน้ำซุปมาให้เทใส่ข้าวกินเหมือนข้าวต้มบ้านเราด้วย แต่เราแนะนำแบบย่าง อร่อยมากกกกก บรรยากาศร้านก็ดี อยู่ติดกับท่าเรือและทะเล ถ่ายรูปสวยเวอร์ เอาเป็นว่าแนะนำเลยสำหรับร้านนี้!  

แผนที่ร้าน Ikesuy

Fujinomiya

หลังจากที่มีโอกาสได้มาเที่ยวเมืองฟูจิโนมิยะแห่งนี้ เมืองนี้ก็ได้แซงทางโค้งเบียดซ้ายแทรกขวาขึ้นมาเป็นเมืองโปรดอันดับแรกๆ ในใจไปเป็นที่เรียบร้อย ยิ่งถ้าใครเคยไปคาวากุจิโกะแล้วชอบ เราว่าถ้าได้ลองมาที่นี่อาจมีสิทธิ์ใจละลายได้เลยทีเดียว เพราะฟูจิโนมิยะเป็นเมืองที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้แบบใหญ่โตเต็มตามากกกกก แถมบรรยากาศของเมืองยังอบอุ่นน่ารัก ไม่ว่าจะเดิน จะนั่งอยู่มุมไหนก็สามารถสบตากับฟูจิซังได้ไม่ยาก แล้วถ้าใครเป็นคนชอบถ่ายรูปจะยิ่งเพลิดเพลินใหญ่ เพราะมีมุมแปลกตาให้ถ่ายรูปฟูจิซังแบบไม่รู้เบื่อเลย   

สำหรับการเดินทางนั้น ถ้าเที่ยวอยู่ในจังหวัดชิซึโอกะอยู่แล้ว สามารถนั่งรถไฟ JR Minobu Line มาลงที่สถานี Fujinomiya ได้เลย แต่ถ้ามาจากโตเกียว แนะนำให้นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Shin-Fuji แล้วต่อรถบัส Fujikyuko Bus ใช้เวลาประมาณ 35 นาที จะเป็นวิธีที่สะดวกสุด สำหรับรถบัส สามารถใช้ Mt. Fuji-Shizuoka Area Tourist Pass Mini นั่งรถบัสฟรีเที่ยวรอบเมืองฟูจิโนมิยะได้เลย ดูตารางเวลาของรถบัสได้จากลิงก์นี้ > Click < หรือถ้าสะดวกนั่งรถไฟให้ลงที่สถานี Mishima แล้วต่อรถไฟ JR Tokaido Line ลงสถานี Fuji แล้วเปลี่ยนเป็นรถไฟ JR Minobu Line มาลงที่สถานี Fujinomiya หลังจากนั้นจะนั่งบัสเที่ยวก็ได้ หรือเช่ารถขับก็จะสะดวกต่อการไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ มากขึ้น ถ้าใครกังวลเรื่องเช่ารถขับที่ญี่ปุ่น ลองไปอ่านรีวิวการเช่ารถขับที่เราเคยเขียนไว้ได้เลย จะได้รู้ว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดเลยจ้า > Click <



Mt. Fuji World Heritage Centre

ดีงามพระรามแปดมากก ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิที่ทำดีที่สุดสำหรับเราเลย แถมยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานี Fujinomiya สามารถเดินไปได้โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที .. ที่นี่นอกจากจะมีมุมถ่ายรูปสวยๆ หลายมุมแล้ว เขายังออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นทรงกรวยคล้ายภูเขาไฟฟูจิ ส่วนภายในมีการคิดคอนเซปต์ให้เรากลายเป็นนักปีนเขาที่กำลังเดินขึ้นไปพิชิตยอดของภูเขาไฟฟูจิ โดยระหว่างทางมีการจำลองบรรยากาศของภูเขาไฟฟูจิชั้นต่างๆ ฉายให้ดู เดินวนเป็นวงกลมขึ้นไปจนกระทั่งถึงชั้นบนสุดซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ .. นั่นก็คือวิวของภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามอลังการเวอร์วังมากกก วันนั้นที่เราไปเป็นวันที่ท้องฟ้าสีสวยและใกล้ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี บรรยากาศดีมากจ้าพี่จ๋า แนะนำว่าเดินดูในพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้วออกมารอถ่ายรูปภาพฟูจิซังสะท้อนน้ำด้วยนะ รับรองว่าต้องมีรูปสวยๆ กลับไปอัพอวดเพื่อนในโซเชียลแน่นวล! 

Mt. Fuji World Heritage Centre เปิดทุกวัน เวลา 9.00 – 17.00 น. (กรกฎาคม – สิงหาคม เปิดถึง 18.00 น.) ค่าเข้าคนละ 300 เยน หรือถ้าใครอยากได้ฟีลแบบใส่กิโมโนเดินเล่นถ่ายรูปในเมืองฟูจิโนมิยะแล้วแวะไปที่นี่ด้วย แนะนำให้ลองเข้าไปจองกิจกรรม Mt. Fuji Fujinomiya Township and Culture Ecotour ได้จากในลิงก์นี้ > Click <

ส่วนตัวเราจองกิจกรรมทำขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นแยกไว้ต่างหาก ไม่ได้ใส่กิโมโน เพราะเห็นว่าราคาถูกดี (เข้าใจอารมณ์นักช็อปออนไลน์ไหม พอเริ่มเข้าไปซื้ออันนู้นอันนี้ มันก็อยากจะหยิบของใส่ตระกร้าลงไปเรื่อยๆ 555) เห็นว่าไหนๆ ก็มีเวลาอยู่ในเมืองฟูจิโนมิยะแล้ว และสถานที่เรียนทำขนมนี้ก็ตั้งอยู่ในตัวเมือง ใกล้กับ Mt. Fuji World Heritage Centre เลย ที่น่าสนใจก็คือ พอเรียนทำขนมเสร็จแล้ว เขาจะพาเราเดินไปที่บ้านโบราณอายุนับร้อยปี เพื่อนั่งจิบชาและกินขนมที่เราทำเองกับมือด้วย

เอาจริงๆ เราว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยนะ กับการลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องภาษา เพราะเขามีคนที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไว้เป็นล่ามคอยแปลภาษาญี่ปุ่นจากเซ็นเซที่สอนทำขนมให้เราด้วย สำหรับค่าเรียนทำขนมจะอยู่ที่ 2,900 เยน/คน ใครสนใจก็ดูรายละเอียดได้จากลิงก์นี้เลย > Click <

Fujisan Hongu Sengen Taisha

เดินมาไม่ไกลจาก Mt. Fuji World Heritage Center ก็จะเจออีกหนึ่งมุมถ่ายรูปฟูจิซังที่เราอยากแนะนำ! โดยจุดถ่ายรูปนี้จะตั้งอยู่ในศาลเจ้าฟูจิซันฮงงูเซ็นเก็งไทชะที่คนญี่ปุ่นให้ความเคารพบูชา ถ้าใครผ่านมาเมืองฟูจิโนมิยะแห่งนี้ก็แนะนำให้เข้ามาไหว้ขอพร เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่าภูเขาไฟฟูจิคือจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง ฉะนั้นลำธารที่เห็นในรูปซึ่งเป็นน้ำที่ไหลมาจากภูเขาไฟฟูจินั้นจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นบอกว่ากินแล้วจะโชคดี ซึ่งจริงๆ มันก็คือน้ำแร่บริสุทธิ์ ฉะนั้นกินได้ ไม่สกปรกนะ เรากินมาแล้ว รสชาติเหมือนน้ำแร่ทั่วไปที่ขายในมินิมาร์ทเลยค่ะ แต่แนะนำว่าไม่ต้องกินเยอะ แค่จิบๆ ให้พอเป็นมงคลก็พอจ้า



SKY ASAGIRI

อย่างที่เกริ่นไว้แต่แรกว่าทริปนี้เรามาเพื่อเล่นพาราไกลดิ้งชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งสถานที่เล่นพาราไกลดิ้งนั้นก็ตั้งอยู่ในเมืองฟูจิโนมิยะนี่แล โดยเราจองกิจกรรมนี้จากในเว็บไซต์ > Paragliding Mount Fuji Travel ราคาคนละ 10,000 เยน ตกประมาณ 3,000 บาทไทย ซึ่งถือว่าไม่แพงถ้าเทียบกับการได้เห็นวิวฟูจิซังจากบนท้องฟ้า! ที่สำคัญยังถือว่าค่อนข้างถูกกว่ากิจกรรมพาราไกลดิ้งในประเทศอื่นๆ ด้วยนา

วันนี้ฟ้าใส โชคดีมากกกก เพราะครูฝึกบอกเป็นวันที่ฟูจิซังสวยที่สุดเลย คนก็เลยมาเล่นพาราไกลดิ้งกันเยอะมากเป็นพิเศษ ร่อนกันเต็มฟ้าเลยจ้าพี่จ๋าาาา

โดยการเล่นพาราไกลดิ้งนั้น เราจะกระโดดลงมาพร้อมกับครูฝึก ฉะนั้นไม่ต้องกังวล ปลอดภัยแน่นอน ที่นี่ญี่ปุ่นซะอย่าง แต่การจองกิจกรรมนี้ผ่านในเว็บไซต์ ราคาจะยังไม่รวมค่าเดินทางนะ ฉะนั้นเราจะต้องเดินทางมาที่ร้านของเขาเองก่อนเพื่อเซ็นเอกสารต่างๆ หลังจากนั้นก็ค่อยนั่งรถต่อไปยังจุดร่อนซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา สำหรับการเดินทางมาที่ร้านแนะนำว่าเช่ารถขับมาจะสะดวกสุด เพราะแถวนั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกหลายที่ จัดเป็น One Day Trip ได้เลย ถ้าโบกแท็กซี่มาจะแพงมาก ส่วนรอบการกระโดดพาราไกลดิ้งจะมีเวลาให้เลือก คือ 10.00 น. / 11.00 น. / 12.00 น. และ 13.00 น. แนะนำให้เลือกรอบเช้าสุด เพราะมีโอกาสเห็นฟูจิซังได้มากที่สุดจ้า



paragliding mount fuji, Fujinomiya, Shizuoka

ความรู้สึกตอนอยู่ข้างบนคืออิสระมาก สนุกและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด จะมีเสียวๆ ก็แค่ตอนที่ต้องวิ่งเพื่อเตรียมลอย แต่พอหลังจากขาไม่แตะพื้นแล้วก็สบายยยย วิวสวยเวอร์ๆ ร้องสุโก้ยไม่หยุดเลยเรา นับเป็นประสบการณ์ที่ควรไปลองสัมผัสดูสักครั้งในชีวิต : )

แผนที่ SKY ASAGIRI

Asagiri Food Park

หลังจากเล่นพาราไกลดิ้งจนฟินและได้รูปสวยๆ กลับมาอวดที่บ้านแล้ว เราก็แวะไปกินข้าวที่ Asagiri Food Park ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านพาราไกลดิ้งเลย ตรงจุดนี้จะเป็นคล้ายอเวนิวที่มีร้านอาหารหลายๆ ร้าน โดยทุกร้านสามารถกินข้าวพลางชมภูเขาไฟฟูจิไปด้วยได้เลย เพราะมีฟูจิซังตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหลัง .. วันที่เราไปถึง มีหิมะตกด้วยยยยยย ถือว่าโชคดีมากกกก เพราะหิมะช่วยเพิ่มความสวยงามของฟูจิซังได้อีกหลายเท่า แถมแดดยังดีแล้วอากาศก็ไม่หนาวเท่าไรด้วยค่ะ

ส่วนร้านอาหาร เราแนะนำร้าน Buffet Restaurant Fujisan เป็นร้านอาหารแบบบุพเฟ่ต์ที่มีวิวฟูจิซังให้มองจากกระจกบานใหญ่ของร้าน อาหารอร่อยและมีคุณภาพ ถึงแม้จะเป็นบุพเฟ่ต์ ที่สำคัญพุดดิ้งอร่อยมากกก ส่วนค่าอาหาร มื้อกลางวัน คนละ 1,800 เยน เด็กอายุ 7-12 ปี คนละ 1,300 เยน และเด็กอายุ 4 – 6 ปี คนละ 800 เยนจ้า

แผนที่ Asagiri Food Park

Fujinomiya Yakisoba

ลองถามคนญี่ปุ่นว่าอาหารขึ้นชื่อของเมืองฟูจิโนมิยะคืออะไร? ก็ได้คำตอบว่า ยากิโซบะของเมืองนี้ขึ้นชื่อมากทีเดียว เพราะมีสูตรเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร พร้อมกับแนะนำร้านยากิโซบะเจ้าอร่อยของเมืองนี้มาให้อีกด้วย นั่นก็คือ ‘ร้าน LYB& Cafe Fujiboku’ ตั้งอยู่ในตัวเมืองฟูจิโนมิยะนี่แล ถ้าใครพักในเมืองก็สามารถเดินเล่นได้รอบเลยนะ ไม่จำเป็นต้องพึ่งรถประจำทางเลย โดยเมนูแนะนำของร้านแน่นอนว่าคือยากิโซบะ เส้นเขาจะเล็กและมีความหนึบๆ กว่ายากิโซบะของทางคันไซ นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูอื่นๆ เช่น สเต็กหมู รวมไปถึงซอฟต์ครีมเหล้าสาเก และซอฟต์ครีมชาเขียวด้วย ถ้าใครแวะไปเมืองฟูจิโนมิยะเราแนะนำว่าควรไปฝากท้องสักมื้อจ้า

แผนที่ร้าน Fujiboku

Shizuoka

เรามาปิดท้ายทริปชิซึโอกะกันวันสุดท้ายที่ในตัวเมืองชิซึโอกะซึ่งพวกเธอสามารถค้นพบความเจริญได้จากที่นี่ 5555 เหตุผลที่มาพักในตัวเมืองวันสุดท้ายก็เพราะจะได้นั่งชินคันเซ็นยิงยาวจากสถานี Shizuoka กลับสนามบินฮาเนดะได้เลย โดยกิจกรรมที่เราเลือกทำในเมืองชิซึโอกะก็ไม่พ้นเช่าจักรยานปั่นอีกเช่นเคย เพราะติดใจมาก ไหนๆ ก็มีโอกาสได้ปั่นจักรยานนอกตัวเมืองชมบรรยากาศธรรมชาติไปแล้ว ก่อนกลับไทยขอมีโอกาสได้ปั่นเที่ยวในตัวเมืองที่มีรถเยอะๆ ดูบ้าง

คอร์สจักรยานที่เราเลือกคือปั่นไปชมไร่ชา นั่งรถไปแบบธรรมดามันก็ไม่ใช่ Movearound Journey #เที่ยวอินดี้แบบมีแผน สิจ้า ; p และแน่นอนว่าเราจองกิจกรรมนี้จากเว็บไซต์เดิม > Click < แต่คราวนี้ไม่ใช่ E-bike เป็นจักรยานธรรมดาเลยจ้า ก็เลยเหนื่อยมากหน่อย โดยในคอร์สนี้เขาจะพาเราปั่นไปชมไร่ชา Moriuchi Tea Farm เป็นไร่ชาที่มีชื่อเสียงของเมืองชิซึโอกะ โดยปั่นจักรยานผ่านตัวเมือง แวะตามจุดต่างๆ เล็กน้อย ระยะทางค่อนข้างไกลเหมือนกัน ปั่นไปประมาณ 1 ชั่วโมง น่าเสียดายที่ช่วงนี้ชายังไม่เขียว ยังไม่ใช่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่ก็มีโอกาสได้เข้าไปนั่งชิมชาขึ้นชื่อของชิซึโอกะ สำหรับคนรักชาเขียวอย่างเราแล้วโคตรฟิน!




ยังค่ะยัง .. ดื่มชาเขียวร้อนๆ แล้วมันยังไม่หน่ำใจ ก่อนนั่งชินคันเซ็นกลับไปสนามบิน เราแวะไปกินไอศกรีมเจลลาโต้ที่ร้าน Nanaya เป็นร้าน Matcha Gelato ที่แสนโด่งดังของเมืองชิซึโอกะ โดยเราสามารถเลือกความเข้มข้นของชาเขียวได้ มีทั้งหมด 7 ระดับ ถ้าเลือกระดับ 7 ก็คือเข้มข้นสุดเลย ถ้าใครคลั่งชาเขียวแบบเราแนะนำให้เลือกระดับ 7 แต่ถ้าใครไม่ได้ปลื้มชาเขียวเป็นพิเศษ เลือกระดับต้นๆ แล้วผสมกับรสชาติอื่นๆ เช่น นม ก็ได้ ราคาจะอยู่ที่ถ้วยละ 340 เยน สำหรับรสชาติเดียว แล้วก็ 440 เยน สำหรับ 2 รสชาติจ้า ร้านอยู่ไม่ไกลจากสถานี Shizuoka สามารถเดินไปได้เลยนะ

อีกหนึ่งเมนูห้ามพลาดเมื่อมาเยือนเมืองชิซึโอกะก็คือ ‘โอเด้ง’ ยิ่งได้กินในวันที่อากาศหนาวๆ ด้วยแล้ว โอ๊ย โคตรฟิน!

จบแล้วสำหรับทริปชิซึโอกะ 4 วัน 3 คืนของเรา เอาจริงๆ ยังไม่เต็มอิ่มแล้วก็ยังเที่ยวไม่ครบทุกเมืองเลย แต่ก็เป็นทริปที่อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ที่ดีเต็มเปี่ยมมากกกก .. ชิซึโอกะ สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ถือว่าเป็นเมืองบ้านนอกนะ แต่ไม่รู้ทำไมเราหลงรักบรรยากาศบ้านนอกแบบนี้จัง เดี๋ยวเอาไว้มีโอกาสโพสต์หน้าเราจะมาแนะนำที่พักในจังหวัดชิซึโอกะเพิ่มเติมให้นะ ชิซึโอกะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีค่าครองชีพไม่แพง ค่าที่พักก็เลยถูกตามไปด้วย แถมยังได้ห้องใหญ่อีกต่างหาก ใครมีแพลนจะไปเที่ยวชิซึโอกะ รอติดตามกันได้นะคะ : )


ชอบกด Like ใช่กด Share
  • 355
    Shares
Tags: