ชอบกด Like ใช่กด Share
  • 164
    Shares

แผนเที่ยว "นิกโก" ต้นฤดูหนาว แม้หิมะยังไม่ขาว แต่ก็ได้ฟีลนะ

One Day Trip in Nikko

- October, 2017 -

Open_Nikko_Web

เวลามีคนมาปรึกษาว่าอยากเที่ยวญี่ปุ่นคุ้มๆ ต้องทำยังไง เราจะแนะนำให้เดินทางช่วงรอยต่อของฤดูกาล เช่น ช่วงปลายพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม เพราะถ้าวางแผนดีๆ หน่อย ก็จะมีโอกาสได้สัมผัสกับสองบรรยากาศ ทั้งใบไม้เปลี่ยนสี และหิมะโปรยปราย ครั้งนี้เลยเอาไอเดีย แผนเที่ยว “นิกโก” โซนธรรมชาติ ช่วงต้นฤดูหนาวมาแบ่งปัน เพราะเป็นทริปที่มีโอกาสได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณสถานีรถไฟ และเจอหิมะตกบนภูเขาด้วย ขอเกริ่นเพิ่มเรียกแขกก่อนว่า “นิกโก” ถือได้ว่าเป็นเมืองมรดกโลก เพราะอัดแน่นด้วยสถานที่สวยงามศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ถ้ายังว้าวไม่พอ จะขอเกริ่นเพิ่มอีกว่า คนญี่ปุ่นเขานิยามเมืองนิกโกว่า “Nikko is Nippon” ซึ่งหมายความตรงตัวเลยว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเมืองที่แทนนิยาม “ความเป็นญี่ปุ่น” ได้อย่างตรงตัวที่สุดแล้ว ฉะนั้นถ้าอยากสัมผัสกลิ่นอาทิตย์อุทัยอย่างแท้จริงก็ไม่ควรมองข้ามเมืองนิกโกนะ ที่สำคัญนิกโกยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ฉะนั้นจะจัดแผนเป็น One Day Trip หรือนอนพักค้างคืนก็ย่อมได้ เกริ่นขนาดนี้ พร้อมจะเก็บกระเป๋าเดินทาง แล้วไปเที่ยวหนาวๆ แบบได้ฟีลด้วยกันหรือยัง : )

รู้จักเมืองนิกโก (Nikko) สักเล็กน้อย

❤️  นิกโก เป็นเมืองที่อัดแน่นด้วยคุณภาพคับแก้ว ตั้งอยู่ในจังหวัดโทะชิงิ ทางตอนเหนือของโตเกียว ห่างไปประมาณ 140 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ฉะนั้นคนที่มาเที่ยวโตเกียวจึงนิยมจัดเป็น One Day Trip ไปเที่ยวแบบเช้า – เย็นกลับ แต่นิกโกไม่ใช่เมืองที่เล็กถึงขั้นเที่ยวครบจบในหนึ่งวัน เพราะถูกแบ่งเป็นสองโซน คือ โซนมรดกโลก และโซนธรรมชาติ เราเลยแนะนำว่าถ้าอยากเที่ยวให้ครบ ควรนอนค้างสักคืนจะดีกว่า ส่วนใครที่มีเวลาไม่มาก แล้วอยากเที่ยวแค่หนึ่งวัน ก็ควรเลือกว่าจะเที่ยวโซนมรดกโลกหรือโซนธรรมชาติ เพราะการเที่ยวทั้งสองโซนภายในวันเดียวนั้นทำได้ยาก ถึงจะทำได้ ก็อาจจะกลายเป็นชะโงกทัวร์ จะทำให้เที่ยวได้ไม่เต็มอิ่มเอาน้า

❤️  สำหรับแผนนี้ เราจะพาไปเที่ยวโซนธรรมชาติ ซึ่งอยู่บนภูเขา ต้องนั่งรถบัสขึ้นไปสูงและเสียวไส้พอสมควร สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในโซนนี้ คือ น้ำตกเคะงน (Kegon Falls) และทะเลสาบชูเซ็นจิ (Lake Chuzenji) ซึ่งความจริงแล้วจะสวยงามมากช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แต่เราไปตอนที่เลยช่วงพีคมาแล้ว ใบไม้ร่วงไปหมดแล้ว เลยมีโอกาสได้เจอหิมะตกแทน ซึ่งมันก็สวยและได้ฟีลไปอีกแบบนะ ^^



รู้ไว้สักนิด ก่อนคิดเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว

ก่อนพาไปเริ่มแผนเที่ยวพาทัวร์นิกโกโซนธรรมชาติช่วงต้นหนาว เราขอแนะนำวิธีเตรียมตัวเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาวกันสักหน่อย เพราะเป็นช่วงที่ต้องมีการเตรียมตัวมากกว่าฤดูอื่นๆ พอสมควร รับรองว่ารู้ไว้สักนิดจะทำให้ทริปนี้เพอร์เฟคอย่างแน่นวล : )

nikko-graphic-web2

❤️   ช่วงฤดูหนาว ท้องฟ้าจะมืดเร็วกว่าปกติ
ช่วงฤดูหนาว ท้องฟ้าที่ญี่ปุ่นจะมืดเร็วกว่าฤดูกาลอื่นมาก ประมาณ 4-5 โมงเย็น ท้องฟ้าก็เริ่มสิ้นแสงแล้ว ฉะนั้นควรเผื่อเวลาในการเที่ยวให้มากกว่าเดิม เช่น ออกเดินทางให้เช้าขึ้น แล้วอย่าลืมว่าท้องฟ้ามืดเร็ว ร้านรวง หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะปิดเร็วขึ้นด้วยนะ

❤️   หมั่นตรวจเช็คพยากรณ์อากาศในแต่ละวัน
การตรวจเช็คพยากรณ์อากาศก่อนทุกครั้งจะทำให้สามารถกะเกณฑ์แผนเที่ยวของเราได้ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อของฤดูจะมีฝนตกมากกว่าปกติ หรือบางเมืองในหุบเขาอาจมีหิมะตกเลยด้วยซ้ำ เวลาหนาวมากๆ แล้วเครื่องไม้เครื่องมือในการป้องกันไม่พร้อมเนี่ย มันทำให้ความสนุกในการเที่ยวลดลงไปเยอะพอสมควรเลยนา

❤️   เตรียมตัว เตรียมเสื้อผ้า และอุปกรณ์กันหนาว ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง
เมื่อกาปฏิทินแล้วว่าจะไปเที่ยวช่วงฤดูหนาว ควรเตรียมเสื้อผ้า และอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแขนยาว กางเกง เสื้อกันหนาวแบบต่างๆ รวมไปถึงฮีทเทค ลองจอน และถุงเท้า ถุงมือ จัดไปแบบเต็มๆ อย่าได้อาย คนไทยอย่างเราไม่คุ้นหนาว อยากจะบอกว่าถ้าเจอหนาวมากๆ นี่มันโหดไม่แพ้ความเหงาเลยนะ ; p

❤️   ประกันการเดินทางสำคัญที่สุด และไม่ควรมองข้าม
เดี๋ยวนี้เราเน้นเที่ยวประหยัดกันซะจนเผลอมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือ “ประกันการเดินทาง” อยากให้ลืมความคิดว่าเอาเงินค่าประกันไปใช้ช็อปปิ้งดีกว่า เพราะเรื่องฉุกเฉินมันไม่เลือกเวลาเกิด ถึงจะมีโอกาสเกิดน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดน้า ฉะนั้นอย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายเลย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว อุบัติเหตุต่างๆ เกิดง่ายกว่าช่วงอื่น เรื่องสุขภาพก็สำคัญ เพราะคนไทยอย่างเราคุ้นชินกับอากาศร้อน พอไปเจออากาศหนาวๆ แบบเลขตัวเดียว อาจมีป่วยกันได้ง่ายๆ ที่สำคัญ การไปป่วยที่ต่างแดน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าที่คิดมาก (เจอมาแล้วกับตัว T^T) ฉะนั้นการซื้อประกันดีๆ ไว้สักตัวจะทำให้เราอุ่นใจขึ้น

สำหรับแผนเที่ยวญี่ปุ่นเราแนะนำ SOMPO นะ เพราะมีแผนประกันภัย Go Japan ซึ่งตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็นประกันภัยสำหรับคนที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น ข้อดีคือ ถ้าเกิดเจ็บป่วยที่ญี่ปุ่นขึ้นมา เราสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินกับ Sompo Assist ได้ 24 ชั่วโมงเลย แถมไม่ต้องห่วงเรื่องภาษาด้วย เพราะมีคนคอยประสานงานกับทางโรงพยาบาลให้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ * แผน Go Japan ไม่ต้องสำรองจ่ายเฉพาะ รพ.ในเครือ ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อติดต่อผ่าน Sompo Assist * ทาง SOMPO จะดูแลค่าใช้จ่ายตามวงเงินประกันภัยของเราให้ทั้งหมด แถมยังคุ้มครองไปถึงเรื่องฉุกเฉินอื่นๆ เช่น กระเป๋าเดินทางเสียหาย หรือเที่ยวบินล่าช้าอีกด้วย ใครมองหาประกันการเดินทางสำหรับแผนเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ คลิกไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SOMPO Go Japan หรือติดต่อไปปรึกษา สอบถามก่อนก็ได้ ที่ Facebook SOMPO / Line : @SompoThailand หรือกริ๊งกร๊างไปเลยที่เบอร์ 02-119-3088 จ้า

❤️   อย่าลืมเตรียมหยูกยาต่างๆ ไปให้พร้อม
ยารักษาโรคต่างๆ ควรติดกระเป๋าไปด้วยทุกครั้ง เพราะถ้าเกิดเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปวดหัว หรือปวดท้อง จะได้ไม่ต้องสาละวนไปค้นหาร้านขายยา อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาญี่ปุ่นที่ยึกยืออยู่บนฉลากด้วย โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว ต้องห้ามลืมเด็ดขาด ท่องไว้เสมอว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นะจ๊ะ ^^




วางแผนการเดินทางและการใช้พาส

การเดินทางไปนิกโกจากโตเกียวสามารถเลือกได้หลายทาง โดยอิงจากการเลือกใช้พาสด้วย หลังจากนั่งรถไฟถึงเมืองนิกโกแล้ว จะต้องเปลี่ยนมาใช้บริการรถบัสในการเดินทางไปยังจุดหมายตามโซนต่างๆ ส่วนจะเลือกเดินทางไปนิกโกด้วยวิธีไหน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคนเลย (วิธีการด้านล่าง เราตั้งต้นจากสถานี Ueno น้า)

1⃣  นั่งรถไฟ Shinkansen Yamabiko จากสถานี JR Ueno ลงสถานี JR Utsunomiya แล้วต่อรถไฟสาย JR Nikko Line ลงสถานี JR Nikko จากนั้นต่อรถบัสไปเที่ยวต่อตามโซนที่ต้องการ

ใช้เวลา : 1 ชั่วโมง 40 นาที
⌨️ ค่าเดินทาง : ไม่จองที่นั่งชินคันเซ็น 4,850 เยน / จองที่นั่ง 5,370 เยน
✍️ 
เหมาะสำหรับ : คนที่มี JR Pass เพราะค่าชินคันเซ็นไป – กลับ ค่อนข้างแพงเลยทีเดียว สำหรับใครที่ไม่มี JR Pass ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อาจพิจารณาในการซื้อ JR Tokyo Wide Pass 3 วัน ราคา 10,000 เยน ซึ่งสามารถใช้ขึ้นรถไฟ JR (รวมชินคันเซ็น) ในเขตรอบๆ โตเกียว รวมถึงในโตเกียวได้ไม่จำกัดเที่ยวเป็นเวลา 3 วัน สังเกตค่าเดินทางไป – กลับนิกโก ถ้าจองที่นั่งก็เกิน 10,000 เยนแล้ว ฉะนั้นซื้อพาสนี้คุ้มกว่าแน่นอนแล้วยังสามารถใช้ไปเที่ยวอื่นได้ในอีกสองวันที่เหลือได้อีกด้วย

 

2⃣  นั่งรถไฟ JR Utsunomiya Line จากสถานี JR Ueno ลงสถานี JR Utsunomiya แล้วต่อรถไฟสาย JR Nikko Line ลงสถานี JR Nikko จากนั้นต่อรถบัสไปเที่ยวต่อตามโซนที่ต้องการ

ใช้เวลา : 2 ชั่วโมง 30 นาที
⌨️ ค่าเดินทาง : 2,590 เยน
✍️ 
เหมาะสำหรับ : คนที่อยากประหยัดขึ้นมาอีกนีส แต่อันที่จริง JR Pass ทั้งแบบครอบคลุมทั่วประเทศ และ JR Tokyo Wide Pass ก็สามารถใช้กับเส้นทางนี้ได้เช่นกัน แต่ถ้าถือพาสทั้งสองแบบแล้ว แนะนำว่าใช้วิธีแรก นั่งชินคันเซ็นจะเร็วกว่ามาก เพราะยังไงก็ได้ขึ้นฟรีอยู่แล้ว เราต้องไม่ยอมขาดทุนเนาะ ^^

 



3⃣  นั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro Hibiya Line จากสถานี Ueno ลงสถานี Kita-Senju แล้วต่อรถไฟ Tobu Line ลงสถานี Tobu-Nikko สถานีนี้ตั้งอยู่ห่างจากสถานี JR Nikko แค่นิดเดียว จากนั้นต่อรถบัสไปเที่ยวต่อตามโซนที่ต้องการ

ใช้เวลา : 2 ชั่วโมง
⌨️ ค่าเดินทาง : 2,970 เยน
✍️ 
เหมาะสำหรับ : คนที่ไม่มี JR Pass และไม่อยากซื้อ Pass ของ JR เพราะต้องการประหยัด

 

4⃣  ใช้ Nikko All Area Pass ในการเดินทาง คุณสมบัติของพาสนี้ คือ สามารถใช้นั่งรถไฟของ Tobu จากสถานี Asakusa ถึงเมืองนิกโก้ได้แบบไป – กลับ แล้วยังใช้นั่งรถบัสเที่ยวภายในเมืองนิกโกได้ไม่จำกัดรอบ รวมถึงมีส่วนลดในการเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ด้วย ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นพาสที่เหมาะสำหรับคนเที่ยวนิกโกโดยแท้ แต่ถ้าอยากใช้ให้คุ้มก็ไม่ควรเที่ยวแค่หนึ่งวัน เพราะพาสนี้มีอายุการใช้งาน 4 วัน 3 คืนเลย เหมาะสำหรับคนที่ค้างพักคืนที่เมืองนิกโกแล้วอยากเที่ยวให้ครบทุกโซนมากกว่า

⌨️ ราคาพาส : เม.ย. – พ.ย. 4,520เยน / ธ.ค. – มี.ค. 4,150 เยน
✏️ รายละเอียดเพิ่มเติม : คลิก >
 Nikko All Area Pass

 

การเดินทางและพาสที่ใช้สำหรับท่องเที่ยวในเมืองนิกโก้

ไม่ว่าจะเดินทางจากโตเกียวมาด้วยวิธีไหน เมื่อถึงเมืองนิกโกแล้ว เราจะต้องเปลี่ยนจากนั่งรถไฟมานั่งรถบัสแทน สำหรับคนที่ถือ Nikko All Area Pass ก็ใช้บัตรนี้เบ่งขึ้นรถบัสได้เลย แต่สำหรับคนที่มาเที่ยว One Day Trip แบบเราตามแผนนี้ จะต้องซื้อพาสของรถบัส หรือจะสะดวกจ่ายเป็นรอบก็ได้ แต่เราว่าซื้อพาสไปเลยคุ้มกว่า เพราะค่ารถบัสจากสถานีรถไฟไปถึงบริเวณด้านบน (Lake Chuzenji) ราคาเที่ยวละ 1,150 เยน ไป – กลับ ก็ 2,300 เยน เข้าไปแล้ว แต่พาสรถบัสสำหรับใช้ในเส้นทางของแผนนี้ คือ Chuzenji Onsen Free Pass ราคา 2,000 เยน ทั้งยังใช้ขึ้นรถบัสได้ไม่จำกัดเที่ยวภายใน 2 วันอีกด้วย คุ้มกว่าเห็นๆ ^^

ทริปนี้เราเดินทางช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม บริเวณด้านล่างตรงสถานีจึงยังพอมีใบไม้เปลี่ยนสีให้เห็นพอชื่นใจอยู่บ้าง

สถานีรถไฟ JR Nikko สำหรับคนที่เดินทางมาด้วยรถไฟ JR (คลาสสิกเนอะ)

สถานี Tobu-Nikko สำหรับคนที่เดินทางมาด้วยรถไฟ Tobu Line ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานี JR Nikko เคาน์เตอร์ขายตั๋วรถบัสจะอยู่ในสถานีนี้นะ

ซื้อพาสรถบัสได้ที่นี่เลย ใครยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเที่ยวโซนไหน ด้านในมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย

ซื้อพาสรถบัสเสร็จก็เดินไปรอขึ้นรถบัสได้เลย ป้ายรถบัสอยู่ข้างๆ สถานีรถไฟนี่เอง อ้อ อย่าลืมติดตารางเวลาของรถบัสจากเคาน์เตอร์มาด้วยน้า

ระหว่างรอรถบัส แวะซดราเม็งอุ่นๆ ก่อนได้นะ มีร้านอาหารตั้งเรียงรายอยู่รอบบริเวณ




เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ไปเที่ยวกันเลย!

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าแผนนี้เราจะพาไปเที่ยวโซนธรรมชาติกัน โดยเส้นทางของสถานที่ท่องเที่ยวในโซนนี้จะมีเด่นๆ อยู่ 3-4 จุด คือ สะพานแดงชินเคียว (Shinkyo Bridge) ซึ่งนับว่าเป็นแลนด์มาร์กของนิกโกก็ว่าได้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ นั่งบัสแค่แป๊บเดียวเท่านั้น แต่เราไม่ได้แวะน้า แค่นั่งรถผ่านเฉยๆ ส่วนจุดอื่นๆ จะอยู่บนภูเขา ต้องใช้เวลาในการเดินทางขึ้นไปพอสมควรเลย ฉะนั้นอย่าลืมเผื่อเวลาตรงนี้กันด้วย เอาละ… เรามาดูกันเลยว่านิกโก โซนธรรมชาติ มีอะไรน่าสนใจ น่าเที่ยว น่าแวะบ้าง

Akechidaira Ropeway

หลังจากนั่งรถบัสผ่านเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขามาให้พอเสียวไส้ ก็จะถึงจุดขึ้นชมวิวด้วยกระเช้าลอยฟ้าอะเคจิไดระ ซึ่งหลังจากขึ้นไปถึงจุดชมวิวแล้ว จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันอลังการของนิกโกได้แบบเต็มตาเลย จากจุดชมวิวจะเห็นภาพมุมสูงของน้ำตกเคะงน (Kegon Falls) ด้วย แต่เราไม่ได้ขึ้น (แง) เพราะเขาปิด T^T ก็เลยเดินเล่นที่สถานีกระเช้าลอยฟ้า ถ่ายรูปน้องลิง รอรถบัสเพื่อไปยังจุดหมายต่อไป

✍️ วิธีการเดินทาง : หลังจากลงรถไฟ เดินเข้าไปซื้อพาสรถไฟได้ในสถานี Tobu-Nikko แล้วไปขึ้นรถบัสที่ Tobu Nikko Ekimae Bus Terminal ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเลย ขึ้นรถบัสสีขาวสาย 2A ลงป้ายที่ 23 Akechidaira

 

Akechidaira-3

จากตรงนี้ จะมองเห็นเส้นทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวที่รถบัสวิ่งผ่านมาด้วย เอาจริงๆ ระหว่างทางมันก็เสียวไส้ไม่น้อยเลยนะ

Akechidaira-2

ไม่ได้ขึ้นกระเช้า เอาเงินมาช็อปปิ้งแทนก็ล้ายย ; P

Akechidaira-1



Kegon Falls

น้ำตกเคะงน (Kegon Falls) นับว่าเป็น 1 ใน 3 ของน้ำตกที่สวยที่สุดในแดนปลาดิบ ตั้งอยู่ในอาณาเขตของอุทยานแห่งชาตินิกโก อันที่จริงฤดูกาลท่องเที่ยวพีคๆ ของน้ำตกเคะงนคือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี แต่ถ้าไปช่วงกลางฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดก็อาจจะได้เห็นน้ำตกที่แข็งตัวจนกลายเป็นน้ำแข็ง ส่วนเราไปช่วงต้นหนาว ก็เลยได้สัมผัสหิมะที่หล่นร่วงโปรยปรายมาแทน ตัวน้ำตกอาจจะไม่สวยเท่ากับฤดูกาลอื่น แต่เราว่ามันยิ่งใหญ่อลังการมากนะ เพราะสามารถลงลิฟท์ไปดูน้ำตกจากทางด้านล่างได้ด้วย (นับถือพี่ท่านจริงๆ ขนาดน้ำตกยังมีลิฟท์ สมเป็นแดนปลาดิบ ชาบูจ้า) จุดชมน้ำตกด้านล่างหนาวมากกกก เพราะมีละอองน้ำกระเด็นมาตลอด ประกอบกับหิมะที่ร่วงโปรยปรายลงมาเรื่อยๆ จนมือแข็ง กดชัตเตอร์แทบไม่ลง ฉะนั้นใครไปช่วงฤดูหนาวอย่าลืมพกถุงมือไปด้วยน้า มันจำเป็นมากจริงๆ

✍️ วิธีการเดินทาง : รถบัสลงป้ายที่ 24 Chuzenji Onsen

ทันทีที่ขาก้าวลงจากรถบัส หิมะก็โปรยปรายเป็นการต้อนรับ ตอนอยู่ข้างล่างยังเจอใบไม้เปลี่ยนสีอยู่เลยย

ลิฟท์สำหรับลงไปชมน้ำตกจากด้านล่าง เสียค่าลง 550 เยน ถ้าใครไม่อยากเสียตังค์ก็สามารถถ่ายรูปน้ำตกจากด้านบนได้จ้า




Lake Chuzenji

หลังจากดูน้ำตกเคะงนเสร็จ เดินไปอีกนิดหน่อยจะเจอทะเลสาบชูเซ็นจิ ซึ่งปกติจะสวยงามวาววับเป็นประกาย สามารถลงไปปั่นเรือเป็ดหรือล่องเรือชมความงามของทะเลสาบได้ แต่ขณะนั้นหิมะตกหนักจนปากสั่น เป็นที่รู้กันว่ายามหิมะตก บรรยากาศจะมืดฟ้ามัวดิน ตอนที่ดูหนัง ดูภาพยนตร์ บรรยากาศหิมะตกมันช่างโรแมนติกเหลือเกิน แต่ในความเป็นจริง หิมะมันก็คือฝนที่เย็นจนเยือกแข็งนั่นเอง ฉะนั้นพอมันหล่นแหมะลงบนหัว บนตัว มันก็จะเปียก ไม่ต่างอะไรจากโดนเม็ดฝนเลย ฉะนั้นบรรยากาศทะเลสาบชูเซ็นจิของเราจึงได้ฟีลเหงาๆ มาแทน แต่เอาเข้าจริง สำหรับคนที่ไม่ได้เจอบรรยากาศหนาวๆ แบบนี้บ่อยๆ เรากลับรู้สึกว่ามันได้ฟีลไปอีกแบบนะ ทั้งนี้ทั้งนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมจะช่วยได้มาก ถ้าร่างกายอบอุ่นพอ มีอุปกรณ์กันหนาวพร้อม ถึงอากาศจะหนาวแค่ไหนแต่ถ้าใจสู้ มันก็พร้อมลุยอยู่ดี เนอะ! ^^

" .. One's destination is never a place, but a new way of seeing things .. "

ชอบกด Like ใช่กด Share
  • 164
    Shares
Tags:

ใส่ความเห็น