ขับรถตะลุยเมืองหนาว "โอบิฮิโระ" เพชรน้ำงามแห่งฮอกไกโดตะวันออก

A Guide to Exploring Obihiro in Winter

- March, 2018 -

พูดถึง “ฮอกไกโด” หลายคนคงนึกถึงแต่ ‘เทศกาลหิมะที่ซัปโปโร’ ไม่ก็ ‘ทุ่งดอกไม้หลากสีที่ฟุราโนะ’ แล้วถ้าจะลองเอ่ยชื่อ “โอบิฮิโระ” ล่ะ — มีใครร้องอ๋อออ บ้างมั๊ย? .. เราเชื่อว่าต้องมีสักอ๋อแหละ แต่คงน้อย เพราะโอบิฮิโระอาจไม่ใช่เมืองที่ได้รับความนิยมมากเท่าไรในเกาะฮอกไกโด เพราะส่วนใหญ่จะเทไปเที่ยวแถวๆ กลางเกาะกันหมด โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวนี่แทบจะพลิกแผ่นดินหาที่พักกันเลยทีเดียวสำหรับเมืองยอดฮิตอย่าง ซัปโปโร หรือโอตารุ .. ไฉนเลย Movearound Journey ผู้หลงรักเกาะฮอกไกโดยิ่งกว่าที่อื่นใดจะขออาสาเป็นไกด์พาตะลุยเที่ยวเมืองอื่นๆ บนเกาะฮอกไกโดบ้าง เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รับรู้ถึงเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ของหลายเมืองในเกาะเหนือแห่งนี้ โดยเฉพาะเมืองที่เปรียบเสมือนเพชรน้ำงามแห่งฮอกไกโดตะวันออกอย่างโอบิฮิโระ เมืองที่มี “อิกลู” หรือบ้านน้ำแข็งของชาวเอสกิโมให้เข้าไปร่วมปาร์ตี้คูลๆ ชนแก้วน้ำแข็งกันในช่วงฤดูหนาว เมืองที่มี “Jewelry Ice” หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยากยิ่ง รวมไปถึงมุมสวยๆ ที่จะกลายมาเป็นฉากถ่ายรูปชิคๆ คูลๆ ให้โพสต์อวดเพื่อนในอินสตาแกรม .. ฟังแล้วรู้สึกว่าไปกระตุกต่อมเที่ยวกันบ้างมั๊ย? ถ้าคำตอบคือ “ถูกใจ ใช่เลย!” หยิบเสื้อกันหนาวหนาๆ แล้วไปตะลุยเมืองหนาวที่โอบิฮิโระกัน!

รู้จักเมืองโอบิฮิโระ (Obihiro) กันสักเล็กน้อย

❤  โอบิฮิโระ ตั้งอยู่บนเกาะฮอกไกโดฝั่งตะวันออก ติดกับเมืองคุชิโระ (Kushiro) หรือเมืองที่มีนกกระเรียนเต้นระบำในช่วงฤดูหนาวนั่นไง .. ซึ่งจุดเด่นของฮอกไกโดตะวันออกคือหลายเมืองยังคงมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากกก เหมาะสำหรับสายธรรมชาติที่โหยหาความเรียบง่ายอย่างเราเป็นที่สุด

❤  โอบิฮิโระ เป็นหนึ่งในเมืองของกิ่งจังหวัดโทคาจิ (Tokachi) นับเป็นเมืองศูนย์กลางที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจมากมาย สามารถนั่งรถไฟจากซัปโปโรไปโดยใช้เวลาประมาณเกือบสามชั่วโมง ฉะนั้นถ้าใครจะแวะเวียนไปเที่ยวเมืองโอบิฮิโระ เราแนะนำว่าควรพักค้างคืนอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคืน เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ค่อนข้างห่างไกลกัน ต้องใช้เวลานานกว่าจะเดินทางถึง จึงทำให้อาจเสียเวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก

❤  โอบิฮิโระ เป็นหนึ่งในเมืองที่มีอากาศหนาวเหน็บมากในช่วงฤดูหนาว มีอุณหภูมิต่ำสุดถึง -30 เลยทีเดียว ฉะนั้นจึงกลายเป็นที่มาของหลากหลายเทศกาลที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยเฉพาะ “Lake Shikaribetsu Igloo Village” หรือ เทศกาลบ้านน้ำแข็งของชาวเอสกิโมที่ทะเลสาบชิคาริเบ็ทสึ รวมไปถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์อย่าง “Jewelry Ice” ที่ริมทะเลแถวเมืองโทโยโกโระ (Toyokoro) ด้วย (ซึ่งแน่นวลว่าเราจะพาไปเที่ยวกันในแผนนี้!)

วิธีการเดินทางสู่เมืองโอบิฮิโระ และการใช้พาส

เราสามารถเดินทางสู่เมืองโอบิฮิโระได้โดยรถไฟ JR สาย Super Ozora หรือ Super Tokachi ซึ่งเป็นรถไฟด่วน (Limited Express) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.40 – 4 ชั่วโมง จากสถานี JR Sapporo ที่เมืองซัปโปโร ค่าโดยสารต่อเที่ยวปกติจะอยู่ที่ 6,700 เยน (ไม่จองที่นั่ง) หรือ 7,220 เยน (จองที่นั่ง) ฉะนั้นถ้าจะนั่งแบบไป กลับจะต้องเสียค่าเดินทางถึง 13,400 เยน หรือ 14,440 เยน ยังไม่รวมค่าเดินทางอื่นๆ ที่ต้องใช้ระหว่างอยู่ในเมืองโอบิฮิโระ หรือไปเที่ยวยังเมืองอื่นๆ ในฮอกไกโดอีก ฉะนั้นเราขอแนะนำสำหรับคนที่อยากวางแผนเที่ยวฮอกไกโดว่าควรพิจารณาถึงการใช้พาสซึ่งอาจจะช่วยประหยัดค่าเดินทางไปได้เกือบครึ่งเลย โดยอาจเลือกใช้จาก 2 พาส ดังนี้

1.JR Hokkaido Rail Pass เหมาะสำหรับคนที่มีแผนเที่ยวเฉพาะเกาะฮอกไกโดโดยเฉพาะ คือมีไฟลท์ไป – กลับที่สนามบินนิวชิโตเสะ (New Chitose Airport) โดยพาสนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

3 วัน 16,500 เยน
4 วัน 22,000 เยน (ตั๋วแบบ Flexible สามารถเลือกวันใช้งานได้)
5 วัน 22,000 เยน
7 วัน 24,000 เยน

2.JR Rail Pass แบบทั่วประเทศ เหมาะสำหรับคนที่มีแผนเที่ยวภูมิภาคอื่นด้วย เช่น มีไฟลท์ไป – กลับที่สนามบินนานาชาตินาริตะ (Narita International Airport) แล้วต้องการเที่ยวไล่จากโตเกียวขึ้นมาเกาะฮอกไกโด เนื่องจากทุกวันนี้เส้นทางรถไฟความเร็วสูง Hokkaido Shinkansen สร้างเสร็จถึงเมืองฮาโกดาเตะแล้ว ฉะนั้นจึงสามารถเดินทางจากโตเกียวไปฮอกไกโดได้ในเวลาประมาณสี่ชั่วโมงกว่าเท่านั้น ปกติแล้วค่าตั๋วรถไฟจะอยู่ที่ 22,480 เยน ต่อเที่ยว ไป – กลับ 44,960 เยน แต่ JR Rail Pass 7 วัน ราคา 29,110 เยน จะเห็นได้ว่าซื้อพาสคุ้มกว่าเห็นๆ ทั้งนี้ก่อนตัดสินใจซื้อพาส ควรพิจารณาจากแผนเที่ยวทั้งหมดก่อน ไม่จำเป็นต้องซื้อพาส ถ้าเป็นการเดินทางเที่ยวอยู่แค่เฉพาะพื้นที่หรือภูมิภาคเดียวนะจ๊ะ

สำหรับตัวเรา เลือกซื้อ JR Rail Pass แบบทั่วประเทศ เพราะมีไฟลท์บินลงโตเกียว เนื่องจากช่วงที่ตัดสินใจว่าจะไปฮอกไกโด ตั๋วเครื่องบินลงสนามบินนิวชิโตเสะแพงมาก เพราะเป็นช่วงเทศกาลหิมะ เลยคำนวนค่าเดินทางทั้งหมดออกมา พบว่าถ้าบินลงโตเกียวแล้วซื้อ JR Pass จะคุ้มกว่า ราคาถูกกว่าบินตรงแถมใช้เดินทางไปเมืองอื่นๆ นอกจากฮอกไกโดได้ด้วย (โลภเที่ยวว่างั้นเถอะ ; p) ก็เลยเข้า google.com ไปพิมพ์หาดูสิว่าจะซื้อตั๋วรถไฟ JR Pass กับเจ้าไหนดี สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจซื้อ JR Pass จาก TRIPIZEE เพราะจ่ายบัตรเครดิตได้ไม่มีชาร์จเพิ่ม สามารถไปรับ JR Pass ที่สนามบินสุวรรณภูมิได้เลย สะดวกมากๆ เพราะช่วงที่เราจะไป ไม่มีงานท่องเที่ยวอะไรให้ไปเดินหาซื้อพาสถูกๆ เลย แถมตัดสินใจปุ๊บปั๊บด้วย ก็เลยมีเวลาไม่พอให้เขาส่งไปรษณีย์มาที่บ้าน พอ inbox ไปถามเจ้าหน้าที่ในเพจว่าสามารถรับได้ที่ไหนบ้าง แล้วเขาแจ้งว่ารับที่สนามบินก็ได้ ก็เลยตัดสินใจซื้อ! พร้อมกับจอง Pocket WiFi ญี่ปุ่น 4G ไม่จำกัด จาก TRIPIZEE ด้วยซะเลย ราคา 150 บาท/วัน สามารถ รับ – คืน Pocket WiFi ที่สนามบินได้เช่นกัน โดยบูธที่สนามบินสุวรรณภูมิจะเปิดตั้งแต่ 06:00 – 24:00 น. แต่เวลาคืนสามารถคืนได้ตลอด 24 ชม. ผ่าน Drop Box พนักงานบริการดี แล้วก็แนะนำขั้นตอนการใช้งานดี ส่วนสัญญาณอินเทอร์เน็ตตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นถือว่าเร็วในระดับที่ทำงานได้เลย เราขนโน๊ตบุ๊คไปทำงานตอนที่ต้องนั่งรถไฟเปลี่ยนเมืองไกลๆ ก็อัพเพจได้ไม่มีปัญหา (ยกเว้นตอนเข้าอุโมงค์เซกัง อุโมงค์ที่เชื่อมต่อเกาะฮนชูกับฮอกไกโดถึงกันเท่านั้นที่ไม่มีสัญญาณ) ซึ่งส่วนตัวเราชอบใช้ Pocket WiFi มากกว่าซื้อ Sim นะ เพราะลดขั้นตอนความยุ่งยากในการ Activate แล้วก็สามารถแชร์สัญญาณกันได้ ในกรณีที่ไปกันมากกว่า 2 คน .. ใครสนใจจอง JR Pass หรือ Pocket WiFi กับ TRIPIZEE สามารถเข้าไปจองด้วยตัวเองได้เลยผ่านเว็บไซต์ TRIPIZEE หรือจะเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก่อนใน Facebook : Tripizee ก่อนก็ได้ เจ้าหน้าที่ตอบกลับเร็วดีน้า : )

การเดินทางในเมืองโอบิฮิโระ

จริงๆ แล้ว วิธีการเดินทางในเมืองโอบิฮิโระหลักๆ คือ รถไฟ และรถบัส แต่บางสถานที่ก็ไม่มีรถสาธารณะเข้าถึง เลยต้องอาศัยแท็กซี่ซึ่งราคาค่อนข้างเจ็บปวดใจเลยทีเดียว ฉะนั้นวิธีการเดินทางในเมืองโอบิฮิโระที่เราแนะนำคือ “การเช่ารถขับ” เพราะรอบรถบัสในเมืองมีน้อยมาก ยิ่งฤดูหนาวท้องฟ้ามืดเร็วด้วย บางทีเกิดผิดแผนอะไรขึ้นมาแค่นิดเดียวก็อาจต้องเสียเวลาไปเป็นวัน รวมไปถึงการเช่ารถจะทำให้เราบริหารจัดการแผนเที่ยวและเวลาได้มากกว่า อิสระกว่า เข้าถึงจุดสวยๆ ได้ดีกว่า ที่สำคัญการเช่ารถขับในญี่ปุ่นก็ไม่ใช่เรื่องยากด้วย ไม่ต้องมัดจำวงเงินบัตรเครดิตเหมือนประเทศอื่นๆ (แต่ตอนจองต้องใส่หมายเลขบัตรเครดิตเพื่อเป็นการประกันการจองนะ เพียงแต่ไม่มีการล็อกวงเงิน) ขั้นตอนการจองก็ง่ายมากกก จองผ่านเว็บไซต์แค่ 5 นาทีเสร็จ หลังจากได้ใบคอนเฟิร์มทางอีเมลก็แค่พรินต์ไปแสดงกับเจ้าหน้าที่ตอนรับรถ พร้อมกับจ่ายเงินเท่านั้นเอง สามารถอ่านรีวิววิธีการเช่ารถได้ที่นี่เลย > Click

สำหรับทริปโอบิฮิโระ เราเลือกเช่ารถกับเจ้าประจำอีกเช่นเคย นั่นก็คือ JR Hokkaido Rent a Car เหตุผลเพราะจองง่าย ราคาค่อนข้างถูก มีโปรโมชั่นสำหรับคนที่ถือ JR Rail Pass หรือ JR Hokkaido Pass หรือโปรโมชั่นสำหรับจองผ่านหน้าเว็บไซต์ ที่สำคัญมีจุดรับ – คืนรถอยู่บริเวณสถานี JR Obihiro เลย (เช่ารถกับเจ้านี้จะมีจุดรับ – คืนรถอยู่ใกล้กับสถานี JR ทั่วประเทศอยู่แล้ว) แม้พนักงานที่เมืองเล็กๆ ในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็มีใจช่วยเหลือบริการดีมากๆ ส่วนใครที่กังวลว่าเช่ารถขับช่วงฤดูหนาวแล้วต้องขับรถฝ่าหิมะจะอันตรายหรือเปล่า จะต้องจ่ายค่าล้ออะไรเพิ่มเติมไหม เราอยากแนะนำว่า ถ้าเป็นช่วงปลายฤดูหนาวที่ไม่มีหิมะตกเยอะๆ แบบช่วงที่เราไปก็ไม่มีอันตรายอะไรนะ ส่วนล้อนั้นเขาจะเปลี่ยนเป็นล้อสำหรับขับบนหิมะให้อยู่แล้วสำหรับคนที่เช่ารถช่วงฤดูหนาว ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมเลย นอกจากค่าน้ำมัน และค่าประกันเท่านั้นจ้าววว ^^

เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ไปเที่ยวกันเลย!

แผนของเราคืออยู่ในโอบิฮิโระ 3 วัน 2 คืน โดยพักที่โรงแรม Natural Hot Spring Premier Hotel CABIN Obihiro ทั้งสองคืน ราคาตอนที่เราจองอยู่ที่ 19,300 เยน ห้องใหญ่ใช้ได้เลยทีเดียว โรงแรมมีออนเซ็นด้วยนะ แล้วพิกัดก็ดีมาก อยู่ใกล้สถานี JR Obihiro แค่นิดเดียว เดินประมาณ 3 นาทีก็ถึงเลย ฉะนั้นใครมีแผนเที่ยวโอบิฮิโระ เราแนะนำว่าจองโรงแรมแถวสถานีรถไฟน่าจะดีที่สุด ไป – กลับจากซัปโปโรสะดวก แล้วก็ไม่เงียบเหงา เพราะแถวนี้ของกินเพียบ! .. เอาละ ต่อไปนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองโอบิฮิโระที่เราแนะนำว่าควรไปโดน!

ปาร์ตี้คูลๆ ในเทศกาล “Lake Shikaribetsu Igloo Village” ที่ทะเลสาบชิคาริเบ็ทสึ

ทะเลสาบชิคาริเบ็ทสึ (Lake Shikaribetsu) คือ ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สวยงามทุกฤดูกาล รายล้อมไปด้วยโรงแรมแจ่มๆ มากมายซึ่งบรรยากาศดีไม่แพ้ทะเลสาบโทยะชื่อดังของฮอกไกโดเลย ทีเด็ดของทะเลสาบแห่งนี้อยู่ในช่วงฤดูหนาว ด้วยอุณหภูมิที่ลดลงต่ำสุดถึงขั้น -30 ทำให้น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งแผ่นหนา ว่ากันว่ามีความหนาถึง 60 เซนติเมตรเลยทีเดียว หนาจนลงไปวิ่งกระโดดโลดเต้นได้แบบสบายโดยลืมไปเลยว่ากำลังวิ่งเล่นอยู่บนผืนน้ำ!

ในเมื่อทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งหมด ใครหนอจะมาเที่ยว .. เมื่อมีคำถามก็ต้องค้นหาคำตอบ แล้วหนทางการแก้ปัญหาของชาวโอบิฮิโระก็คือ เนรมิตทะเลสาบแห่งนี้ให้กลายเป็น “หมู่บ้านเอสกิโม” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาแม้ในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนถึงขั้นติดลบนั่นเอง

ยอมรับว่าเทศกาลนี้แหละที่ดึงดูดให้เราตัดสินใจไปเมืองโอบิฮิโระในทริปนี้ เพราะไฮไลท์เด็ดอย่าง Ice Bar หรือบาร์น้ำแข็งที่ให้ฟีลแบบได้นั่งจิบเครื่องดื่ม ร่วมปาร์ตี้คูลๆ อยู่ในอิกลู (Igloo) หรือโดมของชาวเอสกิโม

ภายใน Ice Bar กว้างขวางและมีหลายห้องมากพอดู มีห้องฉายขั้นตอนวิธีการทำอิกลูให้ดูด้วย ซึ่งวิธีทำอิกลูแต่ละห้องนั้นไม่ง่ายเลย ต้องใช้ความพยายามมากพอตัวโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศหนาวจนถึงขั้นติดลบหลักสิบขนาดนี้ ซึ่งหลังจากดูขั้นตอนการทำอิกลูจบ ห้องถัดไปก็คือห้องชมคอนเสิร์ตของศิลปินชาวญี่ปุ่นที่จะสลับผลัดเปลี่ยนกันมาเพิ่มสีสันด้วยเสียงเพลงตามตารางของแต่ละวัน .. แต่เราไปไม่ทัน เลยต้องนั่งเหงาๆ กับเจ้าถิ่นอย่างพี่หมีแทน ; p

ส่วนห้องที่เรายกให้เด็ดที่สุดจะเป็นห้องอะไรไปไม่ได้นอกจาก บาร์น้ำแข็ง! ที่มีเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่ม และโซนที่นั่งแบ่งไว้เอาไว้ให้นั่งจิบเครื่องดื่มในแก้วน้ำแข็งภายใต้อุณหภูมิติดลบสิบ! เฮ้ย นี่มันปาร์ตี้คูลๆ (หนาวๆ) ของแท้!

ราคาเครื่องดื่มของ Ice Bar คือ 500 เยน มีทั้งน้ำผลไม้ คอกเทล รวมไปถึงชา กาแฟ แต่ถ้าจะใส่แก้วน้ำแข็งแบบนี้ต้องเพิ่มอีก 500 เยน รวมเป็น 1,000 เยน ซึ่งแน่นอนว่าคนคูลๆ อย่างเราต้องเลือกแก้วน้ำแข็งอยู่แล้ว จัดปายยย!

นอกเหนือจากบาร์น้ำแข็ง อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ออนเซน ซึ่งเป็นบ่อออนเซนกลางแจ้งที่เขาจัดขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ที่สำคัญคือ ฟรี!!! .. แต่การลงไปแช่ออนเซนฟรีนั้นต้องแลกกับการแก้ผ้าเย้ยฟ้าให้ประชาชีที่อยู่ในงานเห็นด้วยนะ งานนี้เราเลยยอมถอดดดด .. .

ถอดแค่ฮีทเทคอย่างเดียวแล้วเลี้ยวไปแช่ออนเซนเท้าฟรีแทน เพราะใจไม่ด้านพอ 5555 ฉะนั้นใครใจไม่ใหญ่พอ (เหมือนเรา) แค่เปลือยเปล่าท่อนล่างมาท้าลมหนาวติดลบแล้วแช่เท้าในออนเซนก็สุโก้ยแล้วนะ คือมันก็จะรู้สึกสับสนหน่อยๆ ไม่รู้ว่าจะร้อนหรือจะหนาวดี เพราะมันชาไปหมดเลยย ; p

เทศกาลนี้จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม แต่ปีนี้พิเศษ อาจเพราะหนาวมาก เขาเลยขยายเวลาจัดงานออกไปจนถึงวันที่ 21 มีนาคม เลยทีเดียว! ฉะนั้นใครมีแพลนไปฮอกไกโดช่วงนี้อย่าลืมแวะไปโดนเด้อออ

วิธีการเดินทาง : ถ้าเช่ารถขับให้ขับไปตามพิกัดนี้ > 43.273274, 143.104801 ซึ่งสามารถจอดรถได้ที่ Lake Shikaribetsu Nature Center หรือวิ่งตามแผนที่นี้ได้เลย > Click แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวกเช่ารถขับ เขามีรถบัสรับ – ส่งจากสถานี JR Obihiro สามารถดูตารางเวลาของรถบัสได้ที่นี่เลย > Click (เว็บไซต์เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่สามารถใช้ Google Translate ช่วยแปลภาษาได้)

อยากนอนเล่นกลางหิมะมานานแล้ววววววววว

ชม “Jewelry Ice” ปรากฏการณ์ธรรมชาติเจ๋งๆ ที่หาดูได้เฉพาะช่วงฤดูหนาว

Jewelry Ice คือก้อนน้ำแข็งที่แข็งตัวตามธรรมชาติในช่วงฤดูหนาว คล้ายกับน้ำแข็งที่เราทำกินกันนั่นแล แต่ทีเด็ดของปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้คือการเปลี่ยนรูปร่างของน้ำทะเลจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีความสวยงามแวววาวคล้ายอัญมณีล้ำค่า ซึ่งหาดูได้ยากและไม่ค่อยเกิดขึ้นที่ไหน เว้นแต่เมืองที่มีความหนาวเหน็บติดอันดับอย่างโอบิฮิโระ ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์ใดๆ ก็สามารถขับรถไปจอดแล้วเดินไปชมความงามของก้อนน้ำแข็งมากมายที่เรียงรายอยู่ริมทะเลในเมืองโทโยโกโระ (Toyokoro) ได้เลย

อันที่จริงแล้วไฮไลท์ของที่นี่จะอยู่ที่ช่วงเช้า โดยเฉพาะช่างภาพฝีมือดีชาวญี่ปุ่นหลายคนก็นิยมตื่นแต่เช้ามาเก็บแสงแรกของวันพร้อมกับความวิบวับแวววาวของก้อนน้ำแข็งริมทะเล แต่เนื่องจากเมืองโทโยโกโระค่อนข้างไกลจากตัวเมืองโอบิฮิโระ แล้วเราก็พักอยู่แถวในเมือง บวกกับเป็นคนที่มีความสามารถในการตื่นเช้าต่ำมากกก จึงไม่ไหวที่จะตื่นแต่เช้าแล้วขับรถไปให้ทันแสงเช้าได้ เพราะต้องใช้เวลาขับรถไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว เท่ากับว่าต้องตื่นตี 3-4 แล้วขับรถไปให้ถึงประมาณตี 5 เพื่อรอถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น ฉะนั้นใครที่เป็นสายช่างภาพจริงจัง อยากเก็บภาพได้แบบสวยงามอร่ามตา แนะนำว่าหาที่พักแถวเมืองโทโยโกโระจะดีกว่า ส่วนใครที่พักในตัวเมืองโอบิฮิโระก็สามารถขับรถไปช่วงบ่ายหรือเย็นได้ แต่แนะนำว่าควรเผื่อเวลาไว้สักหน่อย ไม่ควรไปถึงเย็นมาก เพราะฤดูหนาว แค่ห้าโมงเย็นท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ทางที่ดีควรไปให้ถึงประมาณ 4 โมงเย็นจะดีที่สุด แต่เราไปครั้งแรก ลืมเผื่อเวลา ไม่คิดว่าจะใช้เวลาเดินทางนานขนาดนี้ ก็เลยไปถึงซะตอนฟ้ามืดแล้ว ถ่ายรูปมาได้แค่นิดเดียวเอง เสียใจ T^T

วิธีการเดินทาง : แนะนำว่าขับรถไปจะสะดวกที่สุด สามารถขับไปตามพิกัดนี้ > 42.686498, 143.654201 หรือขับตามแผนที่นี้ได้เลย > Click 

ถ่ายรูปกับต้นไม้

บ้าแล้ว ไปตั้งไกล ให้ไปถ่ายรูปกับต้นไม้!? .. ท่ามกลางธรรมชาติที่กว้างไกลจะมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติอีกล่ะ .. ฉะนั้นแล้ว จงอย่าได้แปลกใจหากไฮไลท์เด็ดของฮอกไกโดคือการไปถ่ายรูปต้นไม้ เหมือนเมืองบิเอะที่มีต้นไม้เซเลบฯ ประจำเมืองซึ่งมีพิกัดพร้อมที่จอดรถเป็นหลักแหล่งให้จอดลงไปชมและถ่ายรูปกับต้นไม้กันเลยทีเดียว อยากจะบอกว่าที่เมืองโอบิฮิโระนี้เขาก็มีเหมือนกัน โดยเราขอคัดมาสองจุดเด่นๆ ชนิดที่ถ้าแวะไปถ่ายรูปแล้วเอามาอัพขึ้น IG จะต้องมีแต่คนร้องว้าววว แน่ๆ เชื่อเด้ : )

ถนนสายต้นสน “白樺並木道”

พิกัดเด็ดที่นับเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของช่างภาพชาวญี่ปุ่น เราเองก็ค้นเจอพิกัดนี้จากใน IG ของช่างภาพญี่ปุ่นนี่แหละ ฉะนั้นข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษจึงหายากมากกก เท่าที่ไปสัมผัสดูก็รู้สึกได้ว่าคงเป็นเพียงเส้นทางรถวิ่งธรรมดาแต่ดันมีต้นสนสองข้างทางที่จะสวยมากเป็นพิเศษเมื่อถูกปกคลุมด้วยหิมะ จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจต่อๆ กันของคนที่ชอบถ่ายรูปว่าต้องแวะเวียนมาแชะภาพงามๆ ของต้นสนที่ถนนเส้นนี้นะ ซึ่งวิธีการเดินทางเราแนะนำว่าควรเช่ารถขับ เพราะไม่ได้เป็นจุดท่องเที่ยวชัดเจน แลดูเหมือนจะเป็นแค่ถนนธรรมดาที่พอดังขึ้นมา เขาก็ทำที่จอดรถเอาไว้อำนวยความสะดวกให้เท่านั้น สำหรับพิกัดของสถานที่นี้คือ 43.045941, 143.172001 หรือขับตามแผนที่นี้ได้เลย > Click 

ต้นไม้เดียวดายแห่งเมืองโอบิฮิโระ “ハルニレの木”

อีกพิกัดที่นับว่าเด็ดพอตัวไม่แพ้ถนนสายต้นสนเลย ซึ่งส่วนตัวเรามีแรงบันดาลใจมากๆ ที่จะไปถ่ายรูปต้นไม้ตรงจุดนี้นะ เพราะหลงใหลภาพเหงาๆ ของเมืองฮอกไกโดที่เป็นภาพต้นไม้ท่ามกลางหิมะมาก แต่พอค้นพิกัดดูส่วนใหญ่จะพบว่าอยู่ที่เมืองบิเอะหมดเลย พอรู้ว่าที่โอบิฮิโระก็มีต้นไม้เดียวดายเหมือนกันก็เลยปักหมุดแบบรัวๆ แต่เสียดายที่เราทำได้แค่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านบน เพราะจริงๆ มันสามารถเดินลงไปถ่ายใกล้ๆ ตรงต้นไม้ได้ ถ้าเดินไปถึงจุดนั้นจะเก็บภาพได้เดียวดายกว่านี้โคตร แต่เราไปถึงก็เย็นมากแล้ว แล้วก็ดันเป็นวันที่ลมแรงมากกกกกกกกกกกกกก แรงจนเปิดประตูรถมาทีนี่แทบทำเอาประตูรถปลิว ซึ่งเราก็ทำบัตรจอดรถที่โรงแรมปลิวหายไปอย่างไร้ร่องรอยที่นี่แหละ เลยทำอะไรไม่ถูก ได้แต่แชะภาพมาไม่กี่แชะจากด้านบนเพราะมันหนาวมากกกก แล้วลมก็แรงจนน้ำตาไหลพรากๆๆ แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นแถวนั้นก็ยังวิ่งขึ้นไปหลบในรถกันหมด ฉะนั้นที่นี่จึงเป็นอีกพิกัดที่ควรขับรถมานะ เพราะเข้าถึงยากด้วยรถสาธารณะ ส่วนพิกัดก็คือ 42.801268, 143.521758 หรือขับตามแผนที่นี้ได้เลยแจ้ > Click 

Sharing is caring!

Related Post
Tags:

ใส่ความเห็น