ชอบกด Like ใช่กด Share

Kota Kinabalu

พกเงินหมื่นห้าไปเที่ยว ทุ่ง นา ป่า เขา ทะเล ครบ จบในทริปเดียว!

- June, 2019 -

“..นี่หรือคือมาเลเซีย” ยอมรับว่าปกติไม่ใช่สายอาเซียน เพราะเคยคิดว่าใกล้เมืองไทย มันจะมีอะไรแตกต่างจากบ้านเรา แต่ ‘โคตาคินาบาลู’ ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไป จนเกือบเทใจให้อาเซียนแทบหมดห้อง เพราะนอกจากจะมีสถานที่สวยๆ ให้ถ่ายรูปในมุมมองที่แตกต่าง ยังใช้งบน้อยมากอีกด้วย อย่างทริปนี้เราไปมา 5 วัน 4 คืน อยู่ดี กินดี มีรถขับ ยังใช้งบไปแค่คนละ 15,000 บาท! อ้ะ แต่เดี๋ยวก่อน แค่คุณจ่ายในราคานี้แล้วได้ไปเที่ยวต่างประเทศยังไม่พอ คุณยังมีโอกาสได้สัมผัสทั้ง ทุ่งนา ป่า เขา ทะเล ครบ จบในทริปเดียว! แล้วแบบนี้จะไม่ให้เปิดใจลองไปเที่ยวโคตาคินาบาลูสักครั้งได้ไง!? .. ชวนเดอะแก๊งค์เลย!

รู้จักโคตาคินาบาลูกันก่อนสักนิด

หลายคนอาจรู้จักชื่อ Kota Kinabalu ดีอยู่แล้ว จากชื่อเสียงอันโด่งดังของยอดเขาคินาบาลู ภูเขาที่เขาว่าสูงเป็นอันดับหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ทั้งยังเป็นหนึ่งในยอดเขาที่นักผจญภัยหลายคนอยากไปพิชิต แต่เอาจริงๆ .. เราว่าต่อให้เธอเป็นคนไม่ชอบปีนเขา ไม่สันทัดการผจญภัย แต่การได้พาตัวเองไปยืนอยู่ตรงหน้าภูเขาคินาบาลูโดยที่ไม่จำเป็นต้องปีนป่ายขึ้นไป แม่งก็เป็นอะไรที่คุ้มค่าที่สุดต่อการมาเยือนเมืองโคตาคินาบาลูแห่งนี้แล้ว เพราะมันยิ่งใหญ่มากจริงๆ เมื่อได้มาเห็นด้วยตาของตัวเอง เราว่านี่แหละคือเสน่ห์ที่ทำให้โคตาคินาบาลูมีความแตกต่าง เป็นการเที่ยวอาเซียนความรู้สึกใหม่ที่ยังไงก็เที่ยวได้ไม่มีหมดจริงๆ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ส่วนพิกัดของเมืองนี้ ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย แต่โคตาคินาบาลูไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้กับกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงหรอก กลับอยู่ห่างกันคนละเกาะ เพราะโคตาคินาบาลูตั้งตั้งอยู่ที่รัฐซาบาห์ (Sabah) บนเกาะบอร์เนียว เกาะเดียวกับประเทศบรูไน และอินโดนีเซียนู้นนน ฉะนั้นชื่นใจได้เลยว่ามันคุ้มค่าต่อการบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาแน่นวล!

การเดินทางสู่โคตาคินาบาลู

ถึงแม้ชื่อจะไม่ค่อยคุ้นหู แต่การเดินทางไปยังโคตาคินาบาลูนั้นไม่ได้ยากลำบากเหมือนที่คิด เพราะบินแค่ 3 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว แถมยังมีสายการบินที่ให้บริการบินตรงแบบไม่ต้องแวะพักที่เมืองไหนให้เสียเวลาอย่าง AirAsia ซึ่งมีไฟลท์บินตรงมากถึง 3 วัน/สัปดาห์ (อังคาร,พฤหัส,เสาร์) ฉะนั้นเลือกได้เลย จะไป 4 วัน 3 คืน หรือ 5 วัน 4 คืน หรือจัดเต็มแม็กซ์ 6 วัน 5 คืน ทอเต็มผืนหลับเต็มตื่นก็ยังไหว!

ส่วนตัวเราเลือกไฟลท์บินวันอังคาร และกลับวันเสาร์ ฉะนั้นจึงจัดเป็นแพลน 5 วัน 4 คืน ได้แบบเต็มอิ่ม เพราะได้เที่ยวทะเล ท่องป่า ขึ้นภูเขา เข้าคาเฟ่ ครบ! โดยไฟลท์ขาไปของแอร์เอเชีย คือ FD470 ออกจากสนามบินดอนเมืองตอน 09.30 น. (เวลาดีมากกก ไม่เช้าเกินไป ตื่นสายหน่อยก็ได้ เพราะขึ้นที่ดอนเมือง) และจะไปถึงโคตาคินาบาลูตอน 13.30 น. (เวลาที่นั่นเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) ถึงปุ๊บ เที่ยวได้ปั๊บ ทันใจเลย!

เราสั่งอาหารล่วงหน้าไว้แล้วทั้งไปและกลับ เมนูใหม่ ‘ข้าวไก่ทอดซอสเกาหลี’ อร่อยมากกก ต้องลอง!

จองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวโคตาบาลูกับสายการบินแอร์เอเชีย คลิกลิงก์ได้เลยจ้า ราคางามๆ เริ่มต้น ไป-กลับ แค่ 5,xxx บาท เท่านั้ลลล > Click < 

การเดินทางในโคตาคินาบาลู

ด้วยความที่เป็นสายถ่ายรูป ยิ่งเป็นเมืองที่มีธรรมชาติให้สัมผัสแบบไม่รู้จบด้วยแล้ว เราก็เลยคิดว่าการเช่ารถขับน่าจะเหมาะและสะดวกที่สุด เพราะแวะจอดตรงไหนก็ได้ ซึ่ง! การเช่ารถขับเที่ยวในประเทศอาเซียนนั้นไม่ต้องใช้ใบขับขี่สากล สามารถใช้ใบขับขี่รุ่นสมาร์ทการ์ดของบ้านเราได้เลย สะดวกเวอร์ 

ส่วนค่าเช่ารถก็ไม่แพงมากค่ะ เราเช่าทั้งหมด 5 วัน รับและคืนรถที่สนามบินเลยกับบริษัท KK Leisure Tour & Rent A Car จ่ายไปทั้งหมด RM 551.20 หรือประมาณ 4,100 บาท ตกวันละ 820 บาทเท่านั้นเอง ค่าน้ำมันยิ่งถูกใหญ่ ขับขึ้นเขาลงห้วยไปไกลมากกกกก 5 วัน เราเติมไปประมาณ RM 80 หรือ 600 กว่าบาทเท่านั้น อ้อ ปั๊มน้ำมันที่นี่เป็นแบบ Self-Service ทุกปั๊มนะ ต้องเติมเองแล้วเดินไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์ค่า 

สถานที่ท่องเที่ยวในโคตาคินาบาลู

ออกตัวก่อนว่าเราเป็นสายธรรมชาติอย่างแท้ทรู รักการถ่ายรูปแลนด์สเคปมากกกกก ฉะนั้นทริปนี้ก็เลยฟินมากสำหรับเรา ซึ่งเอาจริงๆ ก่อนไปนั้น ภาพโคตาคินาบาลูในหัวคือเมืองแห่งการผจญภัย ไม่ก็ต้องไปปีนเขาคินาบาลูเท่านั้น แต่หลังจากที่ลองเปิดใจไปเที่ยวด้วยตัวเองดู กลับรู้สึกว่าเมืองนี้เหมาะสำหรับทุกคน เพราะมีความหลากหลายวาไรตี้มาก ไม่ว่าจะเป็น ทุ่ง นา ป่า เขา ทะเล รวมไปถึงคาเฟ่ชิคๆ ในเมือง มีหมด สามารถเที่ยวได้ครบ จบในทริปเดียวเลย!

MANUKAN ISLAND

ลงจากเครื่องปุ๊บ เราก็รับรถที่เช่าแล้วขับไปจอดที่ท่าเรือ Sutera Harbour Marina & Country Club เพื่อข้ามไปนอนบนเกาะมานูกัน (Manukan Island) ก่อนเลย โดยเกาะมานูกันเป็นหนึ่งในห้าเกาะของเมืองโคตาคินาบาลูที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับต้นๆ ฉะนั้นช่วงกลางวันคนจะค่อนข้างเยอะ เพราะมีทัวร์จีนลงด้วย เราก็เลยตัดสินใจนอนบนเกาะหนึ่งคืนซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากกก เพราะพอตกเย็นปุ๊บ เกาะทั้งเกาะแทบจะกลายเป็นของเรา เงียบสงบสุดๆ ถ้าใครสนใจอยากไปนอนบนเกาะมานูกันสักคืนเหมือนเรา คลิกลิงก์ไปอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ เราได้รีวิวอย่างละเอียดไว้ก่อนหน้านี้แล้วจ้า > Manukan Island : ติดเกาะที่มาเลเซีย เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย มีสะพานไม้ให้ถ่ายรูป <

Kinabalu Park

รักสุดในทริปนี้ต้องยกให้ที่นี่เลย อุทยานคินาบาลูหรือจุดเริ่มต้นของนักปีนเขาทั้งหลายที่หมายมั่นจะขึ้นไปพิชิตยอดเขาคินาบาลูนั่นเอง .. อ้ะ แต่เดี๋ยวก่อน! ถึงเธอไม่ได้มุ่งมั่นมาเพื่อปีนเขา แต่ก็สามารถแวะเวียนมาเช็คอินที่นี่ได้ เขาไม่ได้เปิดรับเฉพาะนักปีนเขาอย่างเดียวนาจา คนทั่วไปก็มาเที่ยวได้ ภายในอุทยานอากาศดีตลอดทั้งปี เพราะอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,585 เมตร สามารถมองเห็นยอดเขาคินาบาลูซึ่งสูงกว่า 4,095 เมตรได้ชัดเจนเลย

อุทยานคินาบาลูนั้นอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองค่ะ ต้องขับรถไปประมาณ 3 ชั่วโมง ฉะนั้นเราก็เลยเลือกที่จะนอนในอุทยานเลย ที่นี่มีที่พักไว้รองรับนักปีนเขาและนักท่องเที่ยวด้วย นั่นก็คือ Sutera Sanctuary Lodges รีสอร์ทในเครือเดียวกับที่ Manukan Island นั่นเอง

ห้องพักของ Sutera Sanctuary Lodges มีหลายไทป์มาก ตั้งแต่เป็นห้องไปจนถึงบ้านเป็นหลังที่พักได้หลายคน แต่ห้องที่เราจองคือ Liwagu Suite ราคา 2,920 บาท/คืน เป็นห้องที่แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้น 2 มีเตียงนอนและห้องน้ำ อารมณ์คล้ายๆ ชั้นลอยมากกว่า ส่วนชั้นล่างจะเป็นห้องนั่งเล่น มีห้องน้ำอีก 1 ห้อง พร้อมกับห้องอาบน้ำ รวมไปถึง ทีวี ตู้เย็น แต่ไม่มีแอร์ ซึ่ง! กลางคืนหนาวมากกกกกกกกกกกก ไม่ต้องพึ่งแอร์เลยค่ะ

ช่วงที่เราไปอากาศตอนกลางคืนประมาณ 16-17 องศา ช่วงเช้านี่อากาศดีเลย มองเห็นยอดเขาคินาบาลูชัดเจน แต่พอคล้อยบ่ายเมฆฝนจะเริ่มมา อย่างที่บอกว่าอากาศค่อนข้างแปรปรวน ฉะนั้นถ้าใครอยากเห็นยอดเขาคินาบาลู เราแนะนำว่าให้นอนในอุทยาน หรือที่พักใกล้ๆ อุทยานคินาบาลูก็มีให้เลือกหลายที่อยู่ ตื่นเช้ามา ยังไง๊ยังไงก็ต้องได้สบตากับยอดเขาคินาบาลูอย่างแน่นอน

ภายในอุทยานมีเส้นทางเดินป่าให้เลือกเดินประมาณ 10 เส้นทาง มีตั้งแต่เทรลที่สั้นแค่ 150 เมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที ไปจนถึงเทรลที่ยาว 5,620 เมตร ซึ่งต้องใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป ฉะนั้นต่อให้ไม่ได้มาปีนเขา ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเหงาแล้วไม่มีอะไรให้ทำจ้า

แผนที่อุทยานคินาบาลู

Treetop Canopy Walk

ขับรถจากอุทยานคินาบาลูไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ของโคตาคินาบาลู นั่นก็คือ ‘Treetop Canopy Walk’ สะพานเชือกที่มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 40 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 8 ชั้น! ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขาขนาดใหญ่  ซึ่งต้องออกแรงเดินเข้าป่ากันไกลนิดนึง แต่ถ้าแลกกับความเสียวและประสบการณ์แปลกใหม่ที่จะได้รับบนสะพานเชือกนั้นแล้ว เราถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย อย่างน้อยก็ได้รูปสวยแปลกตามาเช็คอินให้เพื่อนๆ อิจฉาเล่นเน้ออ ; p

ต้นไม้ที่นี่สูงใหญ่แทบทุกต้น เทียบกับ ‘คน’ อย่างเราแล้ว อายุเราช่างสั้นเหลือเกิน ข้อดีของการเข้าป่าหรือเที่ยวธรรมชาติก็คือการที่เราอาจได้เห็นสัจธรรมแบบนี้นี่แหละค่ะ ไอ้ตัวเราเองที่เคยลำพองว่าตัวใหญ่ตัวโต ถ้าเทียบกับธรรมชาติที่อยู่มาอย่างยาวบนโลกใบนี้แล้ว ‘คน’ อย่างเรามันก็ตัวเล็กนิดเดียวเท่านั้นเอง

ก่อนถึง Treetop Canopy Walk เราจะต้องเดินผ่าน Poring Hot Spring หรือบ่อน้ำร้อนที่ชาวซาบาร์เขามาหย่อนตัวแช่น้ำผ่อนคลายกัน ทั้งแช่เท้า และแช่ตัว โดยที่นี่เสียค่าเข้าคนละ RM15 แล้วก็ค่าเดินบนสะพานเชือกเพิ่มอีกคนละ RM5 ใครเอากล้องถ่ายรูปเข้าไปต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับกล้องเพิ่มอีกตัวละ RM5 จ้า

แผนที่ Treetop Canopy Walk

Sabah Tea Garden

ปังมาก! ไม่คิดว่าไร่ชาแบบที่เมืองไทยก็มีจะสวยได้มากขนาดนี้เมื่อมียอดเขาคินาบาลูตั้งอยู่เป็นฉากหลัง ซึ่ง ‘Sabah Tea Garden’ เองก็นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของเมืองโคตาคินาบาลูที่แทบทุกคนต้องแวะมาเช็คอิน ถึงแม้จะต้องขับรถมาไกลจากอุทยานคินาบาลูอีกประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมงก็ตาม แต่ถ้าวิวจะสวยขนาดนี้ มาเถอะ! แนะนำว่าให้มาช่วงเย็นตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกนะ ถ้าจังหวะดีเจอฟ้าระเบิดจะสวยมากกกกกกก เรียกว่าเป็นโมเมนต์ที่สวยงามที่สุดสำหรับทริปโคตาคินาบาลูทริปนี้ของเราเลย : )

Sabah Tea Garden เป็นทั้งจุดชมวิว ถ่ายรูป เช็คอิน รวมถึงมีร้านอาหารสำหรับฝากท้องด้วย มีทั้งอาหารคาวและหวาน เมนูซิกเนเจอร์ของที่นี่คือขนมที่ทำจากชาเขียว (เรียกชื่อไม่ถูกเหมือนกันแฮะ) แต่จิ้มกับน้ำผึ้งแล้วหวานอร่อยถูกปากทีเดียว กินคู่ชามะนาวรสขมเข้ม โอ๊ย หอมชื่นใจ!

เซลฟี่คู่ไร่ชา ส่วนที่เห็นใหญ่โตอยู่ข้างหน้าคือภูเขาคินาบาลู!

แผนที่ Sabah Tea Garden

Desa Cattle Dairy Farm

‘Kundasang’ ชื่อนี้จำให้ดี เพราะเป็นที่ตั้งของฟาร์มโคนมชื่อดังของโคตาคินาบาลูที่ชาวซาบาห์เขายกให้เป็นพื้นที่ที่มีวิวสวยที่สุด! จนตั้งฉายาให้ว่า ‘Little New Zealand of Sabah’ ทั้งยังเป็นแหล่งผลิตนมรสดีของเมืองซาบาห์ด้วย วันไหนอากาศดีๆ ยังได้เห็นยอดเขาคินาบาลูตั้งอยู่เป็นฉากหลังอีกต่างหาก แต่เราโชคไม่ดีเท่าไร วันที่ไปฝนตกพรำๆ ก็เลยได้ฟีลหมอกๆ มาแทน

มาแล้วอย่าลืมชิมไอศกรีมโยเกิร์ตหรือช็อกโกแลตของที่นี่นะ หอม มัน อร่อย ได้ฟีลกว่ากินที่อื่นมาก เพราะมันเป็นไอศกรีมราคาหลักสิบที่วิวหลักล้านนน!

แผนที่ Desa Cattle Dairy Farm

Tegudon Tourism Village – TTV

เที่ยวป่า เที่ยวเขา เข้าทุ่งไปแล้ว ขอพาขับรถต่อไปยังเมือง Kota Belud ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งแคมป์ยอดนิยมของชาวซาบาห์ เพื่อสัมผัสบรรยากาศท้องนาและน้ำตกกันบ้าง โดยวิวของ Kota Belud ก็จะแตกต่างจากแถว Kundasang หรืออุทยานคินาบาลู เพราะเป็นพื้นที่ราบ มีลำธารไหลผ่าน และสามารถมองเห็นภูเขาคินาบาลูได้ในวันฟ้าใส แต่ตอนที่เราไปฟ้าฝนครึ้มมาเชียว อ่อ อากาศแถวนี้จะค่อนข้างร้อนกว่าแถวอุทยานคินาบาลูมาก คือเหมือนอยู่ในเมืองไทยเลยค่ะ ใครจะไปก็แต่งตัวเตรียมร้อนไปได้เลย

สำหรับ ‘Tegudon Tourism Village – TTV’ คือ ชื่อแคมป์แห่งหนึ่งใน Kota Belud ค่ะ ซึ่งอันที่จริงแถวนี้จะมีอยู่หลายแคมป์เลย ปกติแล้วชาวซาบาห์เขาจะมากางเตนท์กัน แต่วันที่เราไปเป็นวันธรรมดา มันก็เลยจะเงียบๆ หน่อย แทบจะไม่มีคนเลย มีแต่เด็กๆ และชาวบ้านแถวนั้นมาเล่นน้ำกัน

ไฮไลท์ของแคมป์ Tegudon Tourism Village คือสะพานเชือกที่ชาวบ้านใช้เดินข้ามเพื่อกลับบ้านกันเป็นปกติ แต่ก็กลายเป็นมุมถ่ายรูปชิคๆ ของนักท่องเที่ยว เพราะวิวฝั่งตรงข้ามเป็นท้องทุ่งนาเขียวขจี พอถ่ายรูปจากบนสะพานเชือกที่ทอดผ่านแม่น้ำสายเล็กๆ แล้วได้มุมสวยแปลกตามาก มุมนี้ถ้าใครเล่น IG บ่อย จะต้องเคยเห็นผ่านตาแน่ๆ และถึงแม้สะพานไม้อาจจะดูเหมือนไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่เด็กๆ แถวนั้นวิ่งข้ามกันสนุกสนาน ชาวบ้านก็เดินข้ามกันเป็นปกติเลยค่ะ ฉะนั้นปลอดภัยแน่นวล ทั้งนี้ทั้งนั้น เขามีป้ายเตือนไว้ว่าจำกัดให้เดินครั้งละไม่เกิน 8 คนเท่านั้นจ้าา

แผนที่ Tegudon Tourism Village

KK City and Cafe

วันสุดท้ายก่อนกลับไทย เราย้ายมานอนในเมือง หรือที่ชาวซาบาห์เขาเรียกกันว่า KK City เพราะจากตัวเมืองขับรถไปสนามบินไม่ไกล ส่วนไฟลท์ของแอร์เอเชียขากลับ คือ FD471 ออกจากโคตาคินาบาลูตอน 14.00 น. เราก็เลยมีเวลาเดินเล่นในตัวเมืองและแวะนั่งจิบกาแฟที่คาเฟ่เพื่อรอเวลาบินกลับค่ะ

Woo Cafe ค่อนข้างโด่งดังมากทีเดียว สำหรับใครที่มาเที่ยวโคตาคินาบาลู ส่วนใหญ่ก็จะต้องแวะมาที่นี่แหละ เพราะเป็นคาเฟ่ชิคๆ มีมุมมินิมอลให้ถ่ายรูป กาแฟก็รสชาติดีทีเดียว สามารถขับรถมาจอดที่หน้าร้านได้เลยจ้า

แผนที่ Woo Cafe

สรุปค่าใช้จ่ายในทริปนี้

ค่าตั๋วเครื่องบิน              5,100 บาท
ค่าที่พัก                         4 คืน (3 ที่) 9,150 บาท (คนละ 4,575 บาท)
ค่าเช่ารถ                       4,700 บาท (คนละ 2,350 บาท)

รวม 12,025 บาท (ยังไม่รวมค่ากิน และจิปาถะ เช่น ค่าเข้าสถานที่ แต่รวมๆ แล้วไม่เกินคนละ 15,000 บาทแน่นวลค่า)

ถือว่าทริปโคตาคินาบาลูในครั้งนี้เต็มอิ่มสำหรับเรามาก เพราะได้ถ่ายรูปแลนด์สเคปสวยๆ ได้อยู่กับธรรมชาติ และได้เที่ยวแบบครบรสภายในทริปเดียว ไม่ว่าจะเป็น ทุ่ง นา ป่า เขา ทะเล จนเราไม่อยากจะเชื่อเลยว่า .. ที่นี่คือประเทศมาเลเซีย เพื่อนบ้านของเราซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านี้เอง ใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมง แถมแอร์เอเชียยังมีไฟลท์บินตรงอีกต่างหาก ฉะนั้นถ้าใครกำลังตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายสักที่เพื่อจัดเป็นทริปต่อไป เราว่า ‘โคตาคินาบาลู’ ควรจะอยู่ในตัวเลือกอันดับต้นๆ แล้วล่ะ ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกลหรอก เพราะประเทศอาเซียนยังมีประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ออกเดินทางไปตามหาอีกเยอะ ดีไม่ดี เธออาจค้นพบมุมมองใหม่ที่จะกลายมาเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดอีกทริปนึงในชีวิตเธอเลยก็ได้ เพราะนี่ก็เป็นอีกหนึ่งทริปที่ดีต่อใจที่สุดในชีวิตเราเช่นเดียวกัน : )


ชอบกด Like ใช่กด Share

ใส่ความเห็น