Koh Kood ,, I Feel Good!

เทชีวิต Bad Bad แล้วไปนอนอาบแดด โดดน้ำทะเลใสๆ กัน!

- March, 2018 -

เคยถามตัวเองบ้างมั้ยว่าระหว่าง “ทะเล” กับ “ภูเขา” ชอบอะไรมากกว่ากัน? .. เราชอบทะเล เพราะเวลาใจมันเซ ไปทะเลทีไรมันสบายใจขึ้นทุกที ได้ไปนั่งโง่ๆ ดูพระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้า วิ่งลงน้ำทะเล ดำผุดดำว่ายจนสาแก่ใจ เหมือนชีวิตมีแต่น้ำทะเลกับท้องฟ้า ไม่ต้องคิดอะไรให้มันวุ่นวาย ยิ่งถ้าได้ไป “ติดเกาะ” สัก 3 วัน 2 คืน จะยิ่งรู้สึกเหมือนได้ชาร์จพลังชีวิต ทะเลมันช่วยผ่อนคลายให้เรื่องที่ทำให้ใจไม่สบายคลี่คลายหายไปในพริบตา แล้วเวลาเกิดความรู้สึกว่าอยากไปติดเกาะทีไร เราจะนึกถึง “เกาะกูด” ทุกที เพราะนอกจากจะเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักใจพังๆ แล้ว ยังเป็นเกาะที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ มีน้ำตก มีคลอง มีน้ำใสแจ๋วจนสามารถดำน้ำได้จากหาดบนเกาะเลย ที่สำคัญ .. แสงสุดท้ายที่นี่แม่งโคตรสวยเลยว่ะ! เคยดูเรื่อง Life Of Pi ตอนที่พระเอกดูพระอาทิตย์ตกอยู่กลางทะเลป่ะ ถ้าอยากรู้ว่าพระเอกรู้สึกยังไง ลองมาพายเรือคายัคหรือแพดเดิ้ลบอร์ดออกไปดูแสงสุดท้ายที่เกาะกูดดูสักครั้ง แล้วจะรู้สึกว่า ชีวิตแม่งโคตรฟีลกู๊ดเลย! ป่ะ .. เทชีวิตแบดแบดแล้วไปนอนอาบแดด โดดน้ำทะเลใสๆ ที่เกาะกูดกัน!

จากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดตราด

ทริปนี้เราขับรถจากกรุงเทพฯ ไปนอนพักที่ตัวเมืองตราดก่อนหนึ่งคืน เพราะไม่อยากแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าไปขึ้นเรือ อ้อ ลืมบอกไปว่านี่เป็นครั้งที่สองสำหรับทริปเกาะกูดของเรา ครั้งแรกที่ไปก็น่าจะประมาณ 3-4 ปีได้แล้ว ตอนนั้นก็เลือกเดินทางเหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไปคือตื่นแต่เช้าเพื่อขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปที่ท่าเรือแหลมศอกเพื่อรอขึ้นเรือเลย แต่เราว่ามันเหนื่อยไปเพราะถึงเกาะก็ต้องนั่งรถไปรีสอร์ทอีกประมาณ 30-40 นาที คราวนี้ก็เลยลองมองหาที่พักราคาไม่แพงมากในตัวเมืองตราดเพื่อนอนพักชิลๆ สักคืนก่อน ซึ่งเราค้นพบว่ามันโอเคมากเลยนะ เพราะขับรถออกจากกรุงเทพฯ ช่วงบ่ายๆ มาถึงเย็นๆ ค่ำๆ เหยียบมาแบบเบาๆ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบอะไร แล้วตอนเช้าตื่นสัก 7-8 โมง ไปขึ้นเรือก็ยังทัน

ส่วนโรงแรมในตัวเมืองตราด เราก็จิ้มๆ เอาจากใน Booking.com นั่นแหละ โดยตั้งงบประมาณไว้ว่าต้องไม่เกิน 1,000 บาทต่อคืน เพราะจะประหยัดงบเอาไว้พักบนเกาะกูด ก็เลยไปเจอะกับโรงแรม Avada Hotel ซึ่งราคาที่จองได้ตอนนั้นคือ 899 บาทต่อคืน ไม่ต้องประกันบัตรเครดิต ไปจ่ายที่โรงแรมได้เลย ก็จองไปแบบไม่คิดอะไร เพราะนอนพักแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ปรากฎว่าพอไปถึงแล้ว โรงแรมดีงามเกินคาดว่ะเฮ้ย ลักษณะเหมือนเพิ่งเปิดได้ไม่นานเพราะยังมีกลิ่นใหม่อยู่ แถมห้องนอนก็กว้างขวาง เตียงใหญ่มากเวอร์ ที่ชั้นล็อบบี้ของโรงแรมมีห้องอาหารราคาไม่แพงด้วย เนื่องจากแถวนั้นเงียบสงัด ไม่ค่อยมีร้านอาหารให้ขับรถออกไปฝากท้อง อ้อ ราคานี้รวมอาหารเช้าด้วยนะ คือมันโอเคมาก แถมยังสามารถขับรถจากโรงแรมไปถึงท่าเรือแหลมศอกแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เริ่ด! ใครอยากไปเกาะกูดแบบชิลๆ ไม่ต้องรีบตื่นเพื่อขับรถไปขึ้นเรือแต่เช้า ยังไงลองมองหาโรงแรมในตัวเมืองตราดพักสักคืนนะ เราว่าด้วยราคาไม่ถึงพันแล้วแลกกับเวลาที่ได้เพิ่มมาแถมทำให้เหนื่อยน้อยลง มันโอเคมากๆ เลยละ : )

ปล. สำหรับใครที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถขึ้นรถทัวร์มาได้เด้อ โดยทั้งรถทัวร์และรถยนต์จะใช้เวลาเดินทางถึงจังหวัดตราดประมาณ 5 ชั่วโมงเศษๆ หรืออาจจะถึง 6 ชั่วโมงในกรณีรถติดหรือหลงทาง ; p หรือจะซื้อแพ็คเกจรถตู้ + เรือข้ามไปเกาะกูดเลย แบบนี้ก็สะดวกดีเหมือนกันนา

จากท่าเรือแหลมศอกสู่เกาะกูด

สำหรับการเดินทางข้ามไปสู่เกาะกูด เราสามารถเลือกเดินทางได้เองอย่างอิสระ โดยอิงจากเวลาออกเรือแต่ละเที่ยวว่าอยากไปถึงเกาะกูดเวลาไหน ซึ่งเรือที่ให้บริการข้ามไปยังเกาะกูด รวมถึงเกาะหมาก ก็จะมีให้บริการหลักๆ อยู่ประมาณ 3 เจ้า จะต่างกันก็เพียงเวลาการออกเรือและราคา

1.Kohkood Princess  ราคาเที่ยวละ 350 บาทต่อคน / ไป – กลับ 700 บาท
2.Ko Kut Express  ราคาเที่ยวละ 350 บาทต่อคน / ไป – กลับ 700 บาท
3.บุญศิริ (Boonsiri)  ราคาเที่ยวละ 500 บาทต่อคน / ไป – กลับ 1,000 บาท
4.Speed Boat Express (เจ้าเดียวกับ Kohkood Express) ราคาเที่ยวละ 600 บาทต่อคน / ไป – กลับ 1,200 บาท

ตารางเวลาการออกเรือของแต่ละเจ้า

ขาไป : ท่าเรือแหลมศอก - เกาะกูด

10.00 น.   Speed Boat Express
10.45 น.    บุญศิริ
12.30 น.    Kohkood Princess
13.00 น.    Ko Kut Express
14.20 น.    บุญศิริ

ขากลับ : เกาะกูด (ท่าเรืออ่าวสลัด) - ท่าเรือแหลมศอก

9.00 น.    บุญศิริ (รถรับที่รีสอร์ท 8.00 น.)
10.00 น.  Kohkood Express, Ko Kut Princess (รถรับที่รีสอร์ท 9.00 น.)
12.00 น.  บุญศิริ (รถรับที่รีสอร์ท 11.00 น.)
13.00 น.  Speed Boat Express

จะเห็นได้ว่า บุญศิริ จะมีเที่ยวเรือให้เลือกเยอะสุด แล้วก็เวลาไป – กลับที่ไม่โหดร้ายเกินไปนัก แต่ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มอีก 150 บาท/เที่ยว ซึ่งสำหรับเรา เราว่าคุ้ม เพราะไปแค่ 3 วัน 2 คืน ก็อยากมีเวลาอยู่บนเกาะนานๆ หน่อย จำได้ว่าครั้งแรกเคยไปกับ Kohkood Princess เรือจากตราดออก 12.30 น. ไปถึงก็บ่ายสองกว่าเพราะต้องนั่งรถสองแถวเข้าไปที่พักอีก ส่วนขากลับก็ต้องรีบตื่นแต่เช้าตรู่มารอรถสองแถวไปส่งท่าเรือตั้งแต่ 9 โมงเช้า ทำให้รู้สึกขาดทุนเพราะเวลาอยู่บนเกาะน้อยเหลือเกิน คราวนี้เลยเลือกไปกับบุญศิริ เลือกเรือรอบเช้า 10.45 น. ไปถึงก็ประมาณบ่ายโมง สามารถเช็คอินเข้าห้องพักได้เลย ส่วนขากลับเลือกรอบ 12.00 น. รถจะมารับที่รีสอร์ทตอน 11 โมง ก็จะมีเวลาอยู่ที่เกาะเพิ่มมาอีกตั้ง 3 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณด้วยนา สำหรับใครที่อยากประหยัดจะเลือกไปกับ Princess หรือ Express ก็ได้ แต่ยังไงก็ควรพักอยู่บนเกาะขั้นต่ำ 3 วัน 2 คืนนะ เพราะนอนพักแค่ 1 คืนมันน้อยไปจริงๆ สำหรับเกาะสวรรค์แบบนี้!

บนเกาะก็จะวิวดีแบบนี้แหละ (แน้ะ ชะนีที่นอนอยู่ เห็นนะว่าแอบมองเหมือนกัน ; p)

ที่หลับที่นอนบนเกาะกูด

มีที่พักมากมายก่ายกองให้เลือกสำหรับการนอนหลับพักผ่อนบนเกาะกูด มีตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์หลักร้อยไปจนถึงราคาแพงคืนละเหยียบแสนกันเลยทีเดียว ฉะนั้นสำหรับที่พักก็ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณของแต่ละคนด้วยนะ แต่แนะนำว่าถ้าไม่เป็นการกัดกินเนื้อตัวเองจนเกินไปก็เลือกพักรีสอร์ทที่มันติดทะเลเถิด เพราะมันฟีลกว่าเยอะ!

สำหรับเรา ตอนมาเกาะกูดครั้งแรก เลือกพักที่ Away Resort ซึ่งเป็นรีสอร์ทเจ้าเก่าเจ้าดังของเกาะกูดเขาล่ะ ซึ่งสำหรับเราตอนนั้นค่อนข้างชอบทีเดียว เพราะเลือกพักห้องติดทะเล ห้องใหญ่ แอร์เย็น แล้วก็ได้ฟีลติดเกาะดี เสียตรงที่ไม่มีชายหาดเลย ฉะนั้นถ้าอยากเดินเล่นบนหาดทรายจะต้องพายคายัค หรือเดินไปที่หาดคลองเจ้าที่ตั้งอยู่ข้างๆ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นชายหาดที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของอีกหนึ่งรีสอร์ทเจ้าดังอย่าง Tinkerbell Resort เขาล่ะ 5555 แต่เอาจริงๆ แล้วชายหาดที่นี่ก็ไม่ถึงกับเป็นหาดส่วนตัวซะทีเดียวนะ เพราะหาดคลองเจ้าก็เป็นหาดสาธารณะที่มีฝรั่งและคนอื่นๆ มาจอดมอเตอร์ไซค์แล้วนอนอาบแดด โดดน้ำเล่นกันหนาตา แต่คนไม่พลุกพล่านเหมือนภูเก็ตหรือเกาะล้านแน่นอน รับรองงง ; p

ส่วนทริปล่าสุดนี้เราเลือกพักที่ To The Sea Resort ซึ่งตั้งอยู่ที่หาดบางเบ้า ติดกับ Koh Kood Resort และ Siam Beach Resort ซึ่งแน่นอนว่าใช้ชายหาดร่วมกันอีกนั่นแล เพียงแต่ว่าช่วงกลางวันชายหาดของ To The Sea อาจจะคนบางตากว่าสองรีสอร์ทข้างๆ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ (อย่างเรา) จะนอนหลบแดดแชร์แอร์อยู่ในห้องพัก ส่วนฝรั่งเขาก็จะใส่บิกินี่มานอนอาบแดดกัน 5555 คนเมืองร้อนอย่างเฮาบ่อสู้เน้อ หมู่เฮาเป็นแดรกคูลากลัวแสงแดด จะเริงร่ามากกว่าถ้าอยู่ท่ามกลางแสงสีเสียงตอนกลางคืน ; p

อ้อ ที่บอกว่าช่วงกลางวันชายหาดของ To The Sea คนจะบางตากว่า เพราะเท่าที่สังเกตเราว่าคนที่เข้าพักที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยนะ อาจเพราะเป็นรีสอร์ทที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ส่วนอีกสองรีสอร์ทข้างๆ เท่าที่เห็นก็จะมีฝรั่งพักเยอะกว่า .. เอาจริงๆ เกาะกูดทริปนี้เท่าที่สังเกตได้อย่างเด่นชัดคือ นอกจากถนนหนทางที่ดีขึ้นมากแล้ว ก็มีฝรั่งนี่แหละที่มาเที่ยวเยอะกว่าเดิมมากกกกก จนทีบางทีรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้มาเยือนมากกว่าเจ้าบ้านด้วยซ้ำ เพราะ 80% นี่คือฝรั่งทั้งนั้นเลย (มองผู้เพลินไปเลยจร้า 555)

สำหรับไฮไลท์ของ To The Sea ที่เด่นก็เห็นจะเป็นชิงช้าในทะเลนี่แหละ ซึ่งสารภาพว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกพักที่นี่เลยนะ เพราะไม่ต้องบินไปไกลถึงบาหลีก็สามารถมีมุมถ่ายรูปชิคๆ แบบนี้อวดชาวบ้านเขาได้ 555

ส่วนห้องพักเราเลือกพัก Deluxe Garden View ราคาช่วงไฮซีซั่นแบบตอนนี้คือคืนละ 4,200 บาท แต่ได้บ้านทั้งหลังเลย ซึ่งแต่ละหลังทิ้งสเปซค่อนข้างห่างกันพอสมควร ก็เลยค่อนข้างเป็นส่วนตัว แต่ไม่ติดทะเล ต้องเดินไปอีกเล็กน้อย มีเทอร์เรสเล็กๆ ให้นั่งพักหน้าบ้าน เตียงใหญ่กว้างขวางดี แต่ห้องน้ำเป็นแบบ Open Air นะ ใครกลัวจิ้งจกเข้าเส้นแบบเราอาจจะต้องพ่วงทริปการฝึกอยู่ร่วมกันกับจิ้งจกไปอีกทริปนึง เพราะจิ้งจกเยอะมากกกก แถมตัวใหญ่ๆ ทั้งน้านน แต่จิ้งจกที่นี่ก็ค่อนข้างเรียบร้อย คือต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน เพราะเคยไปพักที่เขาใหญ่ จิ้งจกที่นั่นห่วงที่มากกกก ชูคอ จ้องเขม้งตลอดเวลา นอนไปก็หวาดระแวงไปว่ามันจะกระโดดมากัดคอเมื่อไร T^T แต่ที่นี่มันก็อยู่เป็นที่ของมัน พอเดินไปใกล้ๆ มันก็วิ่งเข้าซอกไปหลบ ฉะนั้นถือว่าอยู่กันได้แบบปรองดอง ; p

อ้อ แต่โต๊ะเครื่องแป้งของที่นี่จะอยู่ในห้องน้ำซึ่งแยกออกจากห้องนอน แล้วไดร์เป่าผมก็เป็นแบบเคลื่อนที่ไม่ได้ คือติดตั้งอยู่ติดกับพนังเลย (เหมือนที่ญี่ปุ่น) ฉะนั้นถ้าสาวไหนแต่งหน้า ทำผมนาน ก็อาจจะต้องทนร้อนนิดนึง ส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยถ้าเป็นไดร์ใส่ถุงไว้ให้น่าจะดีกว่า เพราะเอามาเป่าผมในห้องแอร์ได้ คนผมยาวๆ คงเข้าใจ เวลาเป่านานๆ แล้วมันไม่แห้งสักที มันร้อนเน้ออออ แต่โดยรวมก็โอเคนะ เพราะรีสอร์ทบรรยากาศดี มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ แล้วก็มีกิจกรรมให้เลือกทำฟรีหลายอย่าง เช่น พายคายัคและแพดเดิ้ลบอร์ด ซึ่งขอบอกว่าเป็นไฮไลท์ของการมาเที่ยวเกาะกูดเลยแหละ!

อาหารการกิน

ถ้าเน้นง่ายและสะดวกก็ฝากท้องไว้กับรีสอร์ททุกมื้อก็ได้ แต่ก็ต้องทำใจกับราคาอาหารที่ค่อนข้างสูงนิดนึง แต่อาหารของ To The Sea อร่อยนะ เพียงแต่ว่าให้น้อยไปนีสส เลยแอบรู้สึกว่าถ้าให้เยอะกว่านี้นิดนึงอาจจะทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับราคามากกว่านี้ก็ได้ แต่ราคาอาหารบนเกาะค่อนข้างมาตรฐานอยู่แล้ว คือ เริ่มต้นที่ประมาณจานละ 120 – 150 บาทขึ้นไป ตอนพักที่ Away ก็ประมาณนี้เลย หรือใครที่ซื้อเป็นแพ็กเกจของรีสอร์ท เขาก็จะรวมอาหาร 6 มื้อไว้ให้แล้วเรียบร้อย

ส่วนอีกวิธีที่จะช่วยให้ประหยัดขึ้นมาได้อีกนิดนึงก็คือ ขับมอเตอร์ไซค์ออกไปกินที่ร้านอาหารนอกรีสอร์ท ซึ่งบนเกาะมีอยู่หลายร้านให้เลือกพอสมควร ราคาก็จะถูกกว่ากินในรีสอร์ทประมาณ 20-30 % ซึ่งทริปนี้เรามีโอกาสได้ไปฝากท้องที่ ร้านอาหารเชียงใหม่ เดี๋ยวๆ นี่เราอยู่เกาะกูดหรือเชียงใหม่หว่า 5555

ที่เลือกร้านนี้ก็เพราะว่าเป็นร้านแรกที่เจอหลังจากขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจากรีสอร์ท แต่แอบอยากแนะนำเพราะให้เยอะมากกกกกก จานใหญ่มากกกกกก ราคาก็เริ่มต้นที่ประมาณ 80 บาทขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งที่นั่งกินอยู่ในร้าน ส่วนเจ้าของร้านเป็นคนเจียงใหม่เจ้า เป็นคุณป้าสองคนที่ยะเนิบๆ ตามวิถีชีวิตจาวเจียงใหม่มากกก แต่อาหารรสชาติอร่อยใช้ได้เลย มีเมนูอาหารเหนือด้วยนะ แต่ตอนที่เราไป ป้าบอกว่าจะปิดร้านแล้ว เลยไม่ได้เตรียมวัตถุดิบไว้มาก เหลือให้เลือกแค่ไม่กี่เมนู น้องคนไทยอีกคนในร้านเลยถามว่าแล้วป้าจะกลับมาไหม จะปิดไปเลยเหรอ ป้าบอกว่า .. “เปล่า ป้าจะกลับไปพักที่เชียงใหม่ ปกติป้าทำงาน 6 เดือน พัก 6 เดือน” โอ้ววว ไอดอลเลยค่ะป้า! อยากมีชีวิตแบบป้าบ้างจริงๆ ฉะนั้นถ้าใครไปเกาะกูดภายในเร็ววันนี้ก็อาจจะไม่เจอป้านะ แต่ถ้าพ้นจาก 6 เดือนไป อย่าลืมแวะไปโดน ย้ำอีกครั้งว่าป้าให้จานใหญ่มากกกกก อิ่มแน่นอน!

ข้าวผัดทะเล จานละ 100 บาท เจอกุ้งไปเกือบ 10 ตัว ปลาหมึกอีกนับไม่ถ้วน!

ข้าวผัดกระเพราหมูจานใหญ่มากกก รสชาติอร่อยด้วยนา

คาเฟ่เก๋ๆ บนเกาะกูด

นอกจากจะเป็นคนชอบติดเกาะแล้ว เรายังเป็นเด็กติดคาเฟ่มากอีกด้วย ถึงแม้ตอนนี้จะเลิกกาแฟได้แล้ว แต่ก็ยังชอบเสพบรรยากาศของการนั่งชิลๆ อยู่ในร้านกาแฟอยู่ดี ซึ่งที่เกาะกูดเขาก็มีคาเฟ่เก๋ไก๋ให้ไปนั่งจิบเครื่องดื่มชมวิวกันด้วยนะ โดยคาเฟ่ที่เราเคยแวะมีอยู่ 2 ร้าน ตั้งอยู่ในระแวกเดียวกันเลยตรงหาดคลองเจ้า คราวที่แล้วพัก Away ก็เลยเดินมาได้ เพราะไม่ไกล แต่คราวนี้ต้องแว้นมอเตอร์ไซค์มา สามารถจอดตรงหาดคลองเจ้าแล้วก็เดินมาได้เลย

View Point Cafe

ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้ Away Resort คือสามารถเดินจากรีสอร์ทมาได้เลย คราวที่แล้วตั้งใจจะเดินไปร้านขายของชำที่อยู่ใกล้ๆ แล้วดันผ่านร้านนี้ ก็เอ๊ะใจว่า เฮ้ย! เกาะกูดมีคาเฟ่ด้วยว่ะเฮ้ย ซึ่งบรรยากาศร้านก็ค่อนข้างชิล แต่ร้อน 555 ดีตรงที่สามารถจิบกาแฟแล้วนั่งมองทั้งชายทะเลและคลองไปได้ในคราวเดียวกัน เพราะตั้งอยู่ในเส้นทางเชื่อมระหว่างทะเลกับคลอง แนะนำว่าถ้ามาตอนเย็นจะชิลกว่า เพราะกลางวันร้อนมากกกก

Goodview Coffee

ร้านนี้จะให้อารมณ์อีกฟีลเลยเพราะตั้งอยู่บนผา จึงสามารถมองวิวทะเลได้แบบสุดลูกหูลูกตา ถ้าจอดมอเตอร์ไซค์ที่หาดคลองเจ้าจะต้องเดินขึ้นเขามาเล็กน้อย ไม่ทันเหนื่อยก็ถึง แต่ร้อนเช่นกัน 5555 ด้านบนมีที่พักราคาย่อมเยาว์ด้วย เห็นฝรั่งพักกันเยอะเหมือนกัน ส่วนเมนูก็มีเยอะพอสมควร ทั้งกาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ รวมถึงเบเกอรี่ และอาหาร เช่น สปาเก็ตตี้ หรืออาหารฝรั่งแบบง่ายๆ ถ้ามาเที่ยวที่หาดคลองเจ้าแล้วก็แวะขึ้นมานั่งพักชิลๆ ได้ จริงๆ มาตอนเย็นอาจจะชิลกว่า แต่เพราะอยู่ข้างบน เลยมีลมทะเลพัดมาให้รู้สึกว่าร้อนน้อยกว่าด้านล่างนีสนึงงงงงง

กิจกรรมบนเกาะกูด

ใครที่ไม่ชอบติดเกาะ เขาคงบ่นว่าวันๆ มันจะมีอะไรให้ท๊าม นอกจากนอนอืดแช่แอร์อยู่ในห้อง รอเย็นๆ แล้วถึงออกไปถ่ายรูป เดินเอาเท้าแตะน้ำทะเล .. แต่สำหรับคนชอบติดเกาะอย่างเรา กลับรู้สึกว่าเวลาทุกวินาทีบนเกาะมันผ่านไปแบบคุ้มค่าโคตร! เหมือนเวลาที่นี่มันเดินช้ากว่าในเมือง มีอะไรให้ทำทั้งวัน ไม่เบื่อเลย ซึ่งเอาจริงๆ ถ้ามีตังค์เยอะๆ เราคงอยากติดอยู่ที่นี่สักอาทิตย์เลยนะ แต่เบี้ยน้อยหอยน้อยขนาดนี้ เอาแค่พักผ่อนให้ใจสบายสัก 3 วัน 2 คืนก็พอ ; p .. ส่วนกิจกรรมบนเกาะกูดที่จะทำให้ 3 วัน 2 คืนนั้นไม่น่าเบื่อ ก็ตามนี้เลยแจ้

ดำน้ำหน้าหาด

ที่ To The Sea มีอุปกรณ์สน็อกเกิลให้ยืมเพื่อดำน้ำแบบสน็อกเกิลลิ่ง ซึ่งสามารถออกไปดำผุดดำว่ายที่หาดหน้ารีสอร์ทได้เลย น้ำใสเวอร์! แนะนำสำหรับคนที่ว่ายน้ำแข็งหน่อย ให้เดินไปที่ท่าเรือของรีสอร์ทนะ ที่เป็นสะพานไม้ยื่นออกไปแล้วมีตู้โทรศัพท์ TOT นั่นแล ตรงนั้นจะมีบันไดอยู่ ตรงบันไดมีปลาค่อนข้างเยอะ ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ สามารถไปสน็อกเกิลลิ่งหรือกระโดดน้ำตรงนั้นได้เลย หรือถ้าว่ายน้ำไม่แข็ง ก็ว่ายน้ำเล่นเบาๆ อยู่ตรงหาดด้านหน้ารีสอร์ทก็ได้ เพราะน้ำจะไม่ค่อยลึกเท่าตรงบันได โดยตอนเย็นจะเป็นช่วงน้ำลง ส่วนตอนเช้าจะเป็นช่วงน้ำขึ้น น้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้นมาจนท่วมชิ้งช้าของรีสอร์ทเลยทีเดียว อ้อ รีสอร์ทมีเสื้อชูชีพให้ยืมสำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น และอุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างนี้สามารถขอยืมที่ล็อบบี้ได้ฟรีเลยเด้อ

น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลานะเฮ้ยยย

เช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวรอบเกาะ

อย่างที่บอกว่าเกาะกูดเป็นเกาะที่ค่อนข้างมีความหลากหลายทางธรรมชาติ แม้จะเป็นเกาะขนาดกลาง ไม่เล็ก ไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีทั้งน้ำตก และคลองไว้ให้เปลี่ยนบรรยากาศ คราวที่แล้วเราพัก Away ไม่ได้เช่ามอเตอร์ไซค์ไปไหนเลย แต่คราวนี้ขอลองเช่ามอเตอร์ไซค์จาก To The Sea ขับออกไปเที่ยวรอบเกาะดูบ้าง ทางรีสอร์ทจะคิดค่าเช่าวันละ 400 บาท สามารถขับได้ 12 ชั่วโมง แต่เราเช่าขับออกไปแค่ 3 ชั่วโมง เพราะช่วงนี้น้ำตกคลองเจ้าน้ำน้อยเวอร์ ไปก็อาจจะผิดหวังก็เลยขับไปแค่หาดคลองเจ้า ที่รีสอร์ทก็เลยคิดแค่ 200 บาท หรือถ้าหาเช่าข้างนอกอาจจะได้วันละ 300 บาทนะ แต่จากรีสอร์ทจะเดินไปก็ไกลพอตัว ฉะนั้นเช่ากับรีสอร์ทเลยก็สะดวกดีเหมือนกัน

สำหรับใครที่เช่ามอเตอร์ไซค์แล้วไม่ได้พักอยู่แถวเวิ้งหาดคลองเจ้า เราแนะนำว่าควรขับไปหาดคลองเจ้าเป็นอย่างยิ่ง! เพราะทะเลตรงนั้นสวยเวอร์ รู้สึกว่าน่าจะเป็นเวิ้งที่มีหาดทรายยาวที่สุดแล้วมั้ง แล้วก็มีฝรั่งมานอนอาบแดดกันมากมาย แอบแนะนำว่าถ้าชอบเล่นน้ำทะเล ใส่บิกินี่หรือเตรียมชุดเล่นน้ำมาด้วยก็ดี เพราะมันจะเป็นหาดที่ให้อารมณ์คนละแบบกับหน้ารีสอร์ทเลย มีฝรั่งวิ่งลงไปเล่นน้ำและดำน้ำกันมากมายหนาตา แต่ถ้าไปกลางวันจะร้อนมากๆ หน่อยนะ แดดเมืองไทยทุกวันนี้โหดร้ายกับผิวหนังหมู่เฮาเหลือเกิน เรียกว่าแผดเผากันเลยทีเดียว ฉะนั้นทากันแดดไปด้วยเด้อ ห้ามลืม!

กำลังตั้งกล้อง Gopro ถ่าย Time lapse อยู่ดีๆ ..

ก็มีเจ้าถิ่นมาขวางหน้ากล้องเป็นนายแบบซะงั้นนนน!

อ้ะ อยากเข้ากล้องนัก .. ก็เก๊กเลยย! ยิ้มจ้ายิ้มมมม : D

พายคายัคหรือแพดเดิ้ลบอร์ดออกไปดูแสงสุดท้ายกลางทะเล

เราว่ามันเป็นกิจกรรมไฮไลท์ที่ห้ามพลาดสำหรับการมาเที่ยวเกาะกูดเลยนะ ไม่รู้ว่าเกาะอื่นๆ หรือทะเลที่อื่นจะให้ฟีลเหมือนที่เกาะกูดไหม แต่การได้พายคายัคออกไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกกลางทะเลนี่มันสุดยอดจริงๆ .. เราว่าพระอาทิตย์ตกที่ไหนก็ไม่สวยเท่าตกลงเส้นขอบฟ้าของน้ำทะเล ยิ่งได้พาตัวเองออกไปอยู่กลางผืนน้ำทะเลแล้วด้วย โคตรรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเรื่อง Life Of Pi เลย

พายคายัคว่าฟินแล้ว แต่ถ้าอยากฟินกว่าแนะนำว่าให้ลองเล่นแพดเดิ้ลบอร์ดนะ ที่ To The Sea มีให้ยืมฟรีทั้งสองอย่างเลย แพดเดิ้ลบอร์ดอาจจะยากกว่าคายัคหน่อย เพราะต้องพายคนเดียว แถมยังต้องทรงตัวให้ดีอีก แต่มันจะยากแค่ตอนแรกเท่านั้น พอเริ่มทรงตัวและพายออกทะเลได้แล้ว คราวนี้ล่ะไปฉิว .. แล้วมันจะให้ฟีลแบบยืนดูพระอาทิตย์ตกกลางทะเลมากกก เหมือนยืนกลางน้ำได้อ่ะเอาจริง อ้ะ! อย่าเพิ่งหาว่าเราเวอร์ ลองไปสัมผัสบรรยากาศและความรู้สึกนั้นด้วยตัวเองก่อนสักครั้ง ถ้าไม่รู้สึกฟินอย่างที่เราโม้ ค่อนมาโวยว่าเราเวอร์ก็ยังไม่สายนา : )

" .. You'll never know until you go .. "

Sharing is caring!

Related Post
Tags:

ใส่ความเห็น