รีวิวหมดเปลือก! วิธีการเช่ารถขับเที่ยวแดนปลาดิบ

ตั้งแต่ขั้นตอนการจองไปจนถึงประเภทน้ำมันที่ต้องเติม!

- January, 2018 -

กลายเป็นจังหวัดที่ 78 ของคนไทยไปแล้วก็ว่าได้ กับแดนอาทิตย์อุทัยที่ใครๆ ก็ไปเที่ยวได้แบบสบายกระเป๋า ก็นะ .. เดี๋ยวนี้ค่าตั๋วเครื่องบินมันถูกเอ๊าถูกเอา ค่าเงินเยนก็ลดลงจนคนเคยเที่ยวญี่ปุ่นยุคแรกๆ ใจหาย หลายคนถึงกับยึดคอนเซปต์ “ญี่ปุ่น ครั้งเดียวไม่เคยพอ” บินกลับไปเที่ยวซ้ำให้หน่ำใจจนนับครั้งไม่ถ้วน .. แล้วเคยลองเปลี่ยนฟีลมาเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นกันบ้างหรือยัง? อีกหนึ่งประสบการณ์ในการตะลุยแดนปลาดิบที่โคตรคูล! แถมยังไม่ยากอย่างที่คิดอีกต่างหาก เพราะญี่ปุ่นขับรถฝั่งเดียวกับบ้านเรา ไม่ต้องกลับสมองไปมาให้วุ่นวาย — แล้วถ้าคิดอยากลองเปลี่ยนฟีลมาเช่าขับรถเที่ยวแดนปลาดิบดูบ้างสักทริป มีอย่างเดียวเท่านั้นที่ควรทำ .. คือ อ่านบทความนี้! เราจะมารีวิวแบบหมดเปลือก ตั้งแต่ขั้นตอนการจองไปจนถึงประเภทน้ำมันที่ต้องเติมเล้ยย!

ข้อดีของการเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่น

1.อิสระมากกว่า เพราะสามารถกำหนดเวลาในการเที่ยวได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องคอยเช็คตารางเวลาของรถไฟ หรือรถบัส แถมยังแวะจอดถ่ายรูปตรงไหนก็ได้ แล้วแต่ใจ ทั้งนี้ต้องดูให้ดีๆ ด้วยนะ ว่าตรงไหนบ้างที่สามารถจอดได้ เพราะบางพื้นที่ก็อาจจะต้องเสียค่าจอดนะจ๊ะ

2.เที่ยวได้ซอกแซกกว่า เคยได้ยินประโยคที่ว่า “จุดหมายปลายทางอาจไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง” มั้ย? .. การเช่ารถขับจะทำให้เราได้สัมผัสทั้งจุดหมายปลายทางและความสวยงามระหว่างทางได้มากกว่า เพราะรถยนต์สามารถขับไปยังพื้นที่ที่รถสาธารณะเข้าไม่ถึง ที่สำคัญ ระหว่างทางของญี่ปุ่น บางทีแม่มสวยกว่าจุดหมายปลายทางอี๊ก!

3.ดีไม่ดีอาจประหยัดมากกว่า ถ้าเดินทางเป็นกรุ๊ป เช่น 3-4 คนขึ้นไป ลองคำนวณดูดีๆ การเช่ารถขับอาจจะถูกกว่านำค่าเดินทางของทุกคนมารวมกัน โดยเฉพาะคนที่มีแผนเที่ยวข้ามเมือง หรือต้องซื้อพาสต่างๆ ยิ่งถ้าต้องแลกกับความสะดวกสบายแล้ว เผลอๆ การเช่ารถขับอาจจะคุ้มกว่าหลายเลยทีเดียวเชียว

วิวแบบนี้ที่ต้องขับรถไปเท่านั้น เพราะเดินทางไปด้วยรถสาธารณะยากมากก

ทริปแบบไหนที่เหมาะสำหรับการเช่ารถขับ

อ้ะๆ ถึงแม้ข้อดีจะมีมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าทุกทริปนะที่จะเหมาะกับการเช่ารถขับเที่ยว เพราะญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบคมนาคมสาธารณะดีเลิศติดอันดับต้นๆ ของโลก ฉะนั้นในบางพื้นที่ เช่น เมืองหลวงอย่างโตเกียว หรือจังหวัดต่างๆ ที่มีความเจริญมากพอจนระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุมอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเช่ารถ เพราะแทนที่จะสะดวก อาจจะกลายเป็นเพิ่มความลำบากมากกว่าเดิมแทน ด้วยความที่ญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญกับ “คน” บนท้องถนนเป็นหลัก ฉะนั้นถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่ามี “ไฟแดง” อยู่แทบทุกแยกเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อจัดระเบียบให้กับ “ทางม้าลาย” หรือเพื่อให้เวลากับคนที่จะข้ามถนนนั่นเอง ฉะนั้นจะต้องบวกเวลาเพิ่มสำหรับการมาติดแหงกอยู่บนถนนกันด้วยนะจ๊ะ สำหรับกรณีเที่ยวในเมืองแบบนี้ นั่งรถไฟรวดเร็วและสะดวกสบายกว่าแน่นวล

แล้วทริปแบบไหนล่ะ ที่เหมาะสำหรับการเช่ารถขับ?

✔️ เที่ยวในภูมิภาคหรือเมืองที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุม เช่น ภูมิภาคฮอกไกโด หรือโทโฮคุ เพราะบางสถานที่ยังไม่มีรถไฟเข้าถึง ฉะนั้นจะต้องนั่งรถบัสเท่านั้น ซึ่ง! รถบัสของเมืองชนบทของญี่ปุ่นเนี่ย มีข้อเสียเรื่อง “เวลา” เป็นอย่างมาก เพราะมีเที่ยวรถน้อย บางวันมีแค่สองเที่ยวต่อวัน หรือบางวันก็อาจไม่มีรถวิ่งเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นการเที่ยวในเมืองที่ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม การเช่ารถขับจึงสะดวกกว่าอย่างแน่นอน

✔️ จัด One Day Trip ไปเที่ยวยังเมืองใกล้เคียงเมืองหลัก เช่น กรณีที่เที่ยวอยู่ในโตเกียวเป็นหลัก แล้วอยากจัดแผนไปเที่ยวเมืองคาวากูจิโกะแบบเช้า – เย็นกลับ หรือค้างสักหนึ่งคืน สามารถวางแผนเช่ารถแค่วันเดียวแล้วขับออกไปเที่ยวได้ โดยเฉพาะคนที่เดินทางกันเป็นกลุ่มใหญ่ การเช่ารถขับเที่ยวแบบนี้อาจจะสนุกและประหยัดมากกว่าก็ได้นะ

ขั้นตอนการเช่ารถขับอย่างละเอียด

1.ทำใบขับขี่สากลไปจากเมืองไทย

ขั้นตอนการขอใบขับขี่สากลนั้นง่ายมาก เพียงเตรียมเอกสาร และค่าธรรมเนียม 505 บาท ก็สามารถรับใบขับขี่สากลมาครอบครองได้แล้ว

เอกสารที่ต้องเตรียม
– สำเนาหนังสือเดินทาง (พร้อมฉบับจริง)
– สำเนาประจำตัวประชาชน (พร้อมฉบับจริง)
– สำเนาใบขับขี่รถส่วนบุคคล (พร้อมฉบับจริง)
– รูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว 2 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)

นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานขนส่งใกล้บ้าน จ่ายค่าธรรมเนียม 505 บาท และรอรับใบขับขี่สากลได้เลย

2.เลือกเว็บไซต์สำหรับจองรถยนต์

มีบริษัทเช่ารถยนต์มากมายพอสมควรให้เลือกใช้บริการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเรื่องสภาพรถยนต์ ราคา และสถานที่รับ – คืนรถ โดยเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย คือ

Nippon Rent-A-Car
ToCoo!
JR Rent a Car
JR Hokkaido Rent a Car (สำหรับคนที่เช่ารถขับเที่ยวฮอกไกโด)
TOYOTA Rent a Car

ปล. ส่วนตัวเราเคยจองกับ JR Hokkaido Rent a Car สำหรับทริปเที่ยวภูมิภาคฮอกไกโดค่ะ เพราะราคาไม่ได้แพงกว่าเจ้าอื่นมากมาย ข้อดีที่สุดคือมีเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อรับ – คืนรถ อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ JR ทั่วประเทศ ฉะนั้นจึงสะดวกมาก เพราะปกติเราจะเลือกที่พักใกล้กับสถานีรถไฟเป็นหลักอยู่แล้วค่ะ : )

3.ขั้นตอนการจองรถยนต์ผ่านเว็บไซต์

เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะใช้บริการเช่ารถกับบริษัทใด ให้เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ แล้วเลือกรุ่นรถที่ต้องการ โดยเลือกให้เหมาะกับจำนวนคนนั่ง และควรเผื่อพื้นที่ไว้เก็บของหรือกระเป๋าเดินทางด้วย จากนั้นกรอกแบบฟอร์ม ซึ่งข้อมูลที่ต้องกรอกส่วนใหญ่ก็จะเป็น ..

  • รายละเอียดของผู้จอง
  • จุดรับ – คืนรถ
  • เวลาในการรับ – คืนรถ
  • เลขที่บัตรเครดิต (บางเว็บไซต์สามารถประกันวงเงินเอาไว้ก่อนแล้วไปเลือกชำระเงินสดได้ในวันรับรถ)
  • ประกันเดินทางต่างๆ สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อเพิ่มหรือไม่
  • สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น Car Seat (ถ้ามีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ เดินทางไปด้วย ต้องเช่า Car Seat ถ้าไม่เช่าผิดกฎหมาย) / GPS (บางเจ้าก็มีให้อยู่แล้ว หรือจะใช้ Google Map แทนก็ได้นะ) / ETC Card (หรือพาสสำหรับขึ้นทางด่วน ถ้าไม่ต้องขึ้นทางด่วนหลายครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเช่า)

เมื่อกรอกข้อมูลทุกอย่างครบถ้วน ระบบจะส่งอีเมลยืนยันการจองมา ให้พรินต์ใบยืนยันการจองไปยื่นที่สำนักงานตอนรับรถ

4.ในวันรับรถ ให้แสดงใบยืนยันการจอง พร้อมใบขับขี่สากล และบัตรเครดิต พนักงานจะให้เซ็นต์เอกสาร พร้อมให้คู่มือต่างๆ และพาไปตรวจสอบรถยนต์ ควรตรวจดูรอบคันรถให้ดีว่ามีรอยอะไรที่เกิดตั้งแต่แรกหรือไม่ เพราะตอนนำรถมาคืน พนักงานจะตรวจสอบรอบรถดูอีกรอบ ถ้ามีรอยที่ไม่ได้ระบุหรือแจ้งไว้แต่แรก จะต้องเสียค่าปรับในการทำให้รถยนต์เกิดรอยเสียหายน้า

วิธีการใช้ GPS เพื่อค้นหาเส้นทาง

GPS ของญี่ปุ่นค่อนข้างมีความแม่นยำ แม้อาจมีบางสถานที่ที่คลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ก็สามารถทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว หลายคนเป็นกังวลเรื่องภาษาญี่ปุ่น แต่ GPS เกือบทุกตัวที่ติดตั้งอยู่ในรถเช่าสามารถปรับเป็นภาษาอังกฤษได้ ส่วนวิธีการค้นหาก็ง่ายดาย ตามนี้เลย ..

1. เมื่อเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษแล้ว เลือก ‘Destination’ (ส่วนใหญ่พนักงานจะตั้งระบบให้เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้วตอนรับรถ)

2. หน้าจอจะปรากฎช่องทางการค้นหาพิกัดมาให้เลือก เช่น MAPCODE ที่อยู่ หรือเบอร์โทรศัพท์ ทั้งนี้ส่วนใหญ่การระบุ MAPCODE จะค่อนข้างง่ายดาย และแม่นยำ เนื่องจากเราจะได้รับใบ MAPCODE สถานที่ต่างๆ มาตั้งแต่ตอนรับรถ

3. เลือก ‘MAPCODE’ และใส่รหัสของสถานที่ที่ต้องการไป

4. เลือก ‘OK’ หน้าจอจะแสดงแผนที่ของจุดเริ่มต้นและปลายทาง จากนั้นเลือก ‘Start’ และลุยไปตาม GPS ได้เลย

Tips & Trick

การเติมน้ำมัน และประเภทน้ำมันที่ต้องเติม

ปั้มน้ำมันในประเทศญี่ปุ่นมีอยู่ 2 ประเภท คือ ปั๊มน้ำมันที่มีพนักงานบริการ (เหมือนเมืองไทย) และปั้มน้ำมันที่ต้องบริการตัวเอง ขอแนะนำให้เลี้ยวเข้าปั้มน้ำมันที่มีพนักงานบริการดีกว่า เพราะวิธีการไม่ยุ่งยาก เพียงบอกประเภทของน้ำมันที่ต้องการเติม และพูดว่า “มันตัง” ซึ่งแปลว่า “เต็มถัง” และรอจ่ายตังค์เท่านั้น

สิ่งที่ต้องจำไว้ให้มั่นคือ ก่อนคืนรถทุกครั้ง ต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง และ ต้องเติมให้ถูกประเภท โดยพนักงานจะแจ้งไว้ตั้งแต่ตอนรับรถว่า ต้องเติมน้ำมันประเภทอะไร ซึ่งรถเช่าในประเทศญี่ปุ่นจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน ฉะนั้นจึงต้องเติม “น้ำมันเบนซิน แบบธรรมดา (Regular)” โดยสามารถแจ้งกับพนักงานที่ปั้ม หรือหากเป็นปั้มแบบบริการตัวเอง ต้อง ระวังอย่าเติมผิดหัวจ่าย! โดยมีการแบ่งแยกประเภทน้ำมันตามสีของหัวจ่าย ดังนี้

สีแดง คือ น้ำมันเบนซินแบบ “ธรรมดา” ** (เลือกเติมประเภทนี้นะ) **

สีเหลือง คือ น้ำมันเบนซินแบบ “ไฮ โอะคุ”

สีเขียว คือ น้ำมันดีเซล

Sharing is caring!

Related Post
Tags:

ใส่ความเห็น