พาเที่ยว 3 เมืองซัมเมอร์ของตุรกี ชวนไปสัมผัสทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบไม่ต้องขอวีซ่ากัน!

Cesme / Alacati / Fethiye

- May, 2018 -

พูดถึง “ตุรกี” ใครเล่าจะคิดถึงทะเล เพราะส่วนใหญ่คงเทไปเที่ยวเมืองแลนด์มาร์กกันหมด แต่คนรักทะเลอย่างเรา มีหรือจะพลาด! เมื่อรู้ว่าตุรกีมีเมืองที่อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย ทริปนี้ก็เลยขอเลี้ยวออกนอกเส้นทางไปสัมผัสบรรยากาศเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์แบบไม่ต้องขอวีซ่ากันสักหน่อย โดยโพสต์นี้เราจะพาไปเที่ยวทั้งหมด 3 เมือง ซึ่งนับว่าเป็น 3 เมืองซัมเมอร์สุดฮ็อตของตุรกีเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะ เซสเม (Cesme) กับ อลาคาตี (Alacati) ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอิซเมียร์ (Izmir) ซึ่งนับเป็นเมืองตั้งต้นของคนที่มีแผนไปเที่ยวปามุคคาเล (Pamukkale) หรือ เอฟิซัส (Ephesus) ถ้าเช่ารถขับนี่แนะนำว่าไม่ควรพลาดเลย เพราะทั้งสองเมืองนี้มีกลิ่นความเป็นเกาะซานโตรินีมากกกก คนที่มีซานโตรินีเป็นหนึ่งใน Bucket List (แต่ยังไม่มีปัญญาไป) อย่างเรา ถึงกับตาลุกวาว ปักหมุดไว้รัวๆ เลยว่าทริปนี้พี่ขอแวะ! รวมไปถึงอีกเมืองที่เราถึงกับยอมขับรถออกนอกเส้นทางอย่าง เฟทิเย (Fethiye) ก็เริ่ดไม่แพ้กัน แอบกระซิบแบบเกิร์ลๆ ว่า ผู้ที่นี่เด็ดมากข่าาาา แถมที่พักยังน่ารักสุดๆ อีกด้วย .. เอาละ ไม่พูดพร่ำทำโม้ละ คว้าหมวกสักใบ หยิบครีมกันแดดใส่กระเป๋า ลืมภาพตุรกีที่เคยเห็น แล้วไปสัมผัสทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบไม่ต้องขอวีซ่ากัน!

Fethiye

เฟทิเย คือเมืองที่เรายอมขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อพาตัวเองไปสัมผัสกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากเอาเท้าไปจุ่มน้ำทะเลให้ครบทุกมหาสมุทรในโลก อยากไปดูให้เห็นกับตาว่าสีของน้ำทะเลในแต่ละที่มันแตกต่างกันยังไงบ้าง พอรู้ว่าประเทศตุรกีก็มีเมืองชายทะเลเหมือนกันนี่หว่า ก็เลยหยิบเอาเมืองเฟทิเยลงแผนอย่างไม่ลังเล ถึงแม้ว่ามันจะอยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยวปกติที่คนอื่นเขาเที่ยวกัน แต่ก็ยังดีที่สามารถขับรถจากปามุคคาเลไปได้ไม่ไกลนัก ประมาณ 3 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นเอง เพื่อแลกกับบรรยากาศทะเลเมดิเตอร์เรนียนแบบไม่ต้องขอวีซ่า บอกเลยว่างานนี้ เรายอมมมม!

อันที่จริงเมืองชายทะเลที่นับเป็นเมืองใหญ่ของตุรกีจะอยู่ที่ อันตัลยา (Antalya) ซึ่งมีไฟลท์บินจากอิสตันบูลไปลงมากมาย ฉะนั้นถ้าใครอยากเที่ยวทะเลแบบเต็มอิ่มจะบินไปลงที่อันตัลยาแล้วเช่ารถขับมาเที่ยวเฟทิเยก็ได้ แต่ตัวเราเลือกขับรถไปจากปามุคคาเลที่ได้รีวิวไว้แล้วในโพสต์ก่อน ใครยังไม่ได้อ่านก็ไปติดตามได้จากลิงก์นี้เลย > ต้องมนต์ปราสาทปุยฝ้าย “ปามุคคาเล” เสน่ห์แห่งเมืองเดนิซลี <

โดยเราจะแวะไปนอนที่เฟทิเย 1 คืน ก่อนจะขับรถวนกลับไปนอนที่เมืองเซลจุค (Selcuk) เพื่อแวะเที่ยวเอฟิซัส (Ephesus) รวมไปถึงเมืองเซสเมและอลาคาตี ซึ่งที่พักในเฟทิเยที่เราพักในทริปนี้ชื่อ Oyster Residences อยากบอกว่าบรรยากาศน่ารักมากกกกกก แถมตั้งอยู่ติดริมหาดโอลูเดนิซ (Oludeniz Beach) ซึ่งนับเป็นชายหาดยอดนิยมของเฟทิเยอีกด้วย เดินไม่ถึงยี่สิบก้าว เท้าจุ่มน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเลยจ้าาา

วิวที่เห็นจากห้องพัก พูดสั้นๆ เลยว่าฟินนนนนน!

บรรยากาศภายในรีสอร์ท น่ารัก น่าถ่ายรูปไปหมดซะทุกมุม

ห้องที่เราจองเป็นห้องใต้หลังคา เก๋ตรงที่มีอ่างจากุซซี่ตั้งอยู่ในห้องนอนเลย สามารถนอนแช่น้ำ อ่านหนังสือ ดูวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างสบายอารมณ์ ใครเป็นสายจากุซซี่นี่มีเลิฟ! แต่ถ้าใครไม่มักห้องใต้หลังคาหรือเป็นคนตัวสูง จะจองห้องแบบอื่นแทนก็ได้นะ เพราะด้วยความที่โครงสร้างเป็นแบบห้องใต้หลังคา ฉะนั้นก็จะมีบางมุมที่หัวชนเพดานเหมือนกัน 555 แต่ไม่ต้องห่วงเพราะที่นี่มีห้องให้เลือกหลายแบบ ลองเข้าไปส่องดูในเว็บไซต์ก่อนก็ได้ > http://www.oysterresidences.com/ เราเองก็จองห้องจากในเว็บไซต์เขาเลย ราคาตอนจองอยู่ที่ 78 ยูโร หรือประมาณ 2,975 บาท รวมอาหารเช้าเด้อ

เออ ที่เริ่ดอีกอย่างก็คือสระว่ายน้ำ คือมันเก๋และน่ารักมากเลยแกร๊ ดูยังไงก็เมดิเตอร์เรเนียนสไตล์แบบสุดๆ ฉะนั้นถ้าคิดจะไปพัก อย่าลืมติดชุดว่ายน้ำไปด้วยนา ส่วนตัวเราไม่ได้ลงเล่น เพราะว่าตอนที่ไปอากาศค่อนข้างเย็น สระก็เลยจะเงียบเหงาเช่นนี้แล แบบว่ามันหนาวน่ะพี่ชายยยยยย ; p

สิ่งที่ต้องมีในบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของตุรกีแทบทุกรีสอร์ทเลย คือ ขนมปังและชีสโรล โปรตีนจากเนื้อสัตว์น้อยมากกกก #โหยหาสุดๆ T^T

จุดเช็คอินน่าแวะในเมืองเฟทิเย

ถ้าจะมาเที่ยวเฟทิเย แนะนำว่าควรพักค้างคืนที่นี่อย่างน้อย 1 คืนนะ เพราะเมืองนี้มีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจกว่าที่คิด ไม่ได้มีแค่ชายหาดริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้ให้ส่องผู้ เย้ยยย! ไว้อาบแดด เล่นน้ำ อย่างเดียว ; p .. ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าสัก 2 วัน 1 คืน ก็น่าจะเพียงพอสำหรับคนที่มีเวลาน้อย แต่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ เราคิดว่า 3 วัน 2 คืน อาจจะดีกว่า เพราะจะได้ทำกิจกรรมยอดฮิตอย่างเล่นร่มร่อน (Paragliding) ด้วย อยากจะบอกว่าที่นี่เขาเล่นกันเป็นล่ำเป็นสันมากกกกก เรียกว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเมื่อนำพาตัวเองมาถึงเฟทิเยก็ว่าได้ เนื่องจากมีจุดปล่อยตัวบนยอดเขา Babadag ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 6,550 ฟุตเลยทีเดียว ฉะนั้นใครชอบความหวาดเสียวต้องมาโดน! ส่วนตัวเราอด เพราะใจไม่กล้าพอ แต่ดันมานั่งเสียดายตอนหลัง รู้งี้โดดก็ดี ฮืออออ T^T

คำแนะนำสำหรับคนอยากเล่นร่มร่อน : มีเอเจนซี่หลายเจ้าที่มีกิจกรรมร่มร่อนหรือ Paragliding ไว้ให้หวาดเสียวกัน ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2,xxx (ปลายๆ) – 3,xxx บาท สามารถเลือกแบบรวมรูปภาพและวิดีโอ หรือไม่รวมก็ได้ (แบบไม่รวมจะราคาถูกกว่า) โดยจะจองก่อนทางเว็บไซต์ก็ได้ หรือจะไปเดินถามเอาแถวชายหาดก็ได้สำหรับคนที่มีเวลา เพราะว่ามีหลายเจ้ามากกกกกก ที่เราเคยเล็งไว้ก็คือ Deep Blue Travel กับ Hanuman เพราะเช็คใน TripAdvisor แล้ว คนเล่นค่อนข้างเยอะแล้วคอมเมนต์ก็ค่อนข้างเป็นบวกมากทีเดียว โดยเขาจะมีเวลาให้เลือกประมาณ 5 – 6 ช่วงต่อวัน ตั้งแต่ 08:00 น. ไปจนถึงช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ใครได้ไปโดดแล้วอย่าลืมเอาภาพมาอวดด้วย เพราะเราเสียดายมากที่ไม่ได้เล่นนนน

เดินเล่น ช็อปปิ้ง หาของอร่อยเติมพลังที่ “Umbrella Street”

ในตัวเมืองเฟทิเยจะมีถนนช็อปปิ้งที่น่าจะถูกใจขาช็อปไม่น้อยชื่อ Umbrellaa Street หรือจะเรียกว่าถนนร่มก็ได้ (ตั้งเอง 555) แต่ไม่ใช่ถนนที่มีร่มขายนา เพราะร่มในที่นี่หมายถึงซิกเนเจอร์ของที่นี่ต่างหาก เนื่องจากถนนเส้นนี้จะมีร่มกางห้อยเรียงยาวเป็นของประดับประดาอยู่ด้านบน ซึ่งอันที่จริงในตุรกีมีร่มแบบนี้ประดับอยู่หลายที่มากกกกก จะเรียกว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับถนนยอดฮิตของเขาก็ว่าได้ 5555 โดยถนนร่มแห่งนี้ก็มีร้านค้าเรียงรายให้ช็อปปิ้งมากมาย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง รวมไปถึงบริเวณรอบๆ ยังเต็มไปด้วยร้านอาหารอีกต่างหาก ฉะนั้นถ้ามีเวลาจะแวะมาฝากท้องที่นี่สักมื้อแล้วช็อปปิ้งต่อเพื่อเป็นการย่อยก่อนไปโดดน้ำทะเลก็แหล่มไม่น้อยย

พิกัด : 36.621062, 29.109031

gratis คือร้านขายเครื่องสำอาง และเวชภัณฑ์ของตุรกี คล้ายๆ วัตสันของบ้านเรา มีหลายสาขามาก สาวๆ อย่าลืมช็อป!

ถ้าใครขับรถมา สามารถจอดรถริมถนนได้เลย ที่จอดรถริมถนนในเมืองเฟทิเยจะมีคนคอยเฝ้าเพื่อเก็บตังค์ค่าจอดรถอยู่ พอเลี้ยวเข้าไปจอดปุ๊บ เขาก็จะตรงปรี่เข้ามาเสียบบัตรไว้ แต่ไม่ใช่โบรชัวร์โฆษณานะเว้ย 555 เป็นใบเก็บตังค์ สำหรับเอาไปยื่นให้กับคนเฝ้าตอนเรากลับมาที่รถแล้ว ค่าจอดรถ 0-15 นาที จอดฟรี / 15 – 30 นาที 1.5 ลีรา / 30 นาที – 1 ชม 3 ลีรา / 1 – 2 ชม. 4 ลีรา / 2 – 4 ชม. 5 ลีรา / 4 – 6 ชม. 6.5 ลีรา / 6 – 8 ชม. / 8 ลีรา 8 – 10 ชม. 10 ลีรา หลังจาก 10 ชม. คิด ชม. 1 ลีรา เด้อ

เยือนสุสานเก่า “Lycian Rock Tombs” ประตูสู่ชีวิตหลังความตายที่สลักอยู่บนหินผา

ใครบอกว่ามาเมืองชายทะเลแล้วต้องขลุกอยู่กับทรายกับน้ำทะเล โน๊วววว! เมืองเฟทิเยมีมากกว่าชายหาดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจ่ะ เพราะที่นี่มีสุสานเก่าซึ่งสลักอยู่บนหินผาขนาดใหญ่จนสามารถมองเห็นได้จากตัวเมือง โดยสุสานเก่าแห่งนี้เป็นความเชื่อของชาวลิเชีย ซึ่งก็คือคนท้องถิ่นของแถบนี้เมื่อยุคเก่าก่อนนั่นแล โดยเขาเชื่อกันว่าหลุมฝังศพที่ตั้งอยู่บนหินผาเหล่านี้จะเป็นประตูที่นำไปสู่ชีวิตหลังความตายอย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี เพราะหน้าผาเป็นพื้นที่ที่มีความสูงส่งนั่นเอง

ที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 5 ลีรา โดยจะต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกประมาณ 200 ขั้น กว่าจะถึงบริเวณประตูซึ่งอยู่ด้านบนหน้าผา ซึ่งเราว่ามันโคตรคุ้มค่าเหนื่อยเลย เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับความขลังของสุสานโบราณแล้ว ยังได้เห็นวิวเมืองเฟทิเยจากมุมสูงอีกต่างหาก เฮ้ย มันสวยมากกกกก มองเห็นไปได้ไกลถึงทะเลเลย แล้วบ้านช่องที่พร้อมใจกันทำหลังคาเป็นสีส้มก็ตัดกับสีครามของน้ำทะเล ดูเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์แบบสุดๆ

เอ้อ ถ้าใครเหนื่อยและหิว จะแวะฝากท้องที่ร้านอาหาร King’s Garden ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามก็ได้นะ แต่อาหารรสชาติกลางๆ บวกกับราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่ แต่คุณลุงที่ดูแลร้านน่ารักดี พยายามทักทายเราว่า หนีฮ่าว แต่สุดท้ายดันเดินมาถามว่า ยูมาจากเมืองไทยใช่มั๊ย เนี่ย หลานไอเพิ่งไปเที่ยวเมืองไทยมาเมื่อเดือนก่อน ถ้าไอมีโอกาสก็อยากจะไปเยือนสักครั้ง เลยจะสอนภาษาไทยให้ว่า ยูต้องทักทายคนไทยว่า สวัสดี นะ อ้ะ พูดตาม “สะ-หวัด-ดี” แกก็ไม่เข้าใจ พยักหน้างึกงักไป สุดท้ายก่อนจากก็บอกลากันด้วยคำว่า เซี่ยเซี่ย อยู่ดี ฮ่วย! ตกลงลุงรู้ไหมเนี่ยว่า เซี่ยเซี่ย นั่นเป็นภาษาจีน ไม่ใช่ภาษาไทย 5555

ปล. ถ้าใครขับรถมา สามารถจอดรถที่หน้าร้าน King’s Garden ได้เลย หรือจะจอดตรงก่อนถึง Lycian Rock Tombs ก็ได้ มีลานจอดรถเล็กๆ สำหรับจอดได้ประมาณ 4-5 คัน ไม่เสียค่าจอดรถเด้ออ

พิกัด : 36.618673, 29.117697

ขับรถขึ้นเขาไปส่อง “Butterfly Valley” จากมุมสูง

Butterfly Valley คือชายหาดที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างแนวสันเขาขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะไปเที่ยวตรงชายหาดจะต้องนั่งเรือเข้าไป หรือจะไฮกิ้งเดินเท้าเข้าไปก็ได้ แต่ไกลมากกกก ฉะนั้นจึงมีอีกวิธีที่คนตุรกีและฝรั่งเขานิยมซึ่งออกจะง่ายกว่าแต่ก็ต้องยอมเสียวกันนิดนึงก็คือขับรถขึ้นมาส่อง Butterfly Valley จากมุมสูงเอาซะเลย โดยจุดนี้เราแนะนำสำหรับคนที่เช่ารถขับแล้วก็ขับรถค่อนข้างแข็งมากกว่านะ เพราะมันเสียวมากกกกกกกกกกก ระหว่างที่ขึ้นไปนี่ถึงกับนั่งภาวนาพร้อมสวดมนต์ตลอดทางว่าขอให้รอด ขอให้รอด แล้วก็ขออย่าให้มีรถสวนทางมาเล๊ยยย เนื่องจากถนนค่อนข้างแคบแล้วก็คดเคี้ยวทีเดียว ฉะนั้นถ้าขึ้นไปตอนเช้าๆ จะดีกว่า เพราะรถยังไม่เยอะ ส่วนตัวเราขึ้นไปประมาณ 10 โมง รถยังไม่เยอะ แต่แดดแรงมากกกก เปรี้ยงซะจนถ่ายรูปไม่ค่อยสวย ที่สำคัญต้องใจกล้านิดนึง เพราะมันต้องปีนป่ายเล็กๆ เพื่อไปอยู่ในจุดที่สามารถเห็น Butterfly Valley ได้ แต่วิวข้างบนสวยมาก โดยเฉพาะระหว่างทางที่ขับรถขึ้นไป แลกกับการเสียวตรูดนิดๆ แต่ได้เห็นวิวแบบนี้มันก็คุ้มอยู๊!

พิกัด : 36.497914, 29.127420

การเดินทางสำหรับคนไม่เช่ารถขับ

มีรถมินิบัสให้บริการในเส้นทาง Pamukkale – Fethiye ราคา 22 ยูโร ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า สามารถขึ้นรถบัสได้ที่ Denizli Bus Station ซื้อตั๋วที่สถานีรถบัสได้เลย หรือถ้าใครมาจากอิซเมียร์ก็สามารถใช้บริการรถบัสของ Pamukkale Bus ราคา 73 ลีรา ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่งจ้า

Cesme and Alacati

เซสเม และอลาคาตี เป็นอีกสองเมืองชายทะเลที่เราแวะไปในทริปนี้ แต่ไม่ได้พักค้างคืนนะ แค่แวะไปเที่ยวก่อนจะบินกลับอิสตันบูล เนื่องจากทั้งสองเมืองตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินอิซเมียร์มากเท่าไร ขับรถประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง โดยเราขับมาจากเซลจุค (Selcuk) เมืองที่ตั้งของเอฟิซัสซึ่งเดี๋ยวจะรีวิวต่อจากโพสต์นี้นะ : )

สำหรับเซสเม และอลาคาตี จะอยู่ห่างจากกันแค่นิดเดียวเท่านั้น ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ฉะนั้นถ้าใครคิดจะมาเที่ยวแล้วขอให้รวบทั้งสองเมืองไปเลย เพราะถึงแม้จะอยู่ใกล้กัน แต่สิ่งที่จะได้สัมผัสนั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่พอตัวเลยทีเดียว

โดยไฮไลท์ของ “อลาคาตี” จะอยู่ที่กลิ่นอายความเป็นเกาะซานโตรินี เพราะบริเวณเมืองเก่าที่ไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับทะเลนั้นมีความมุ้งมิ้ง คุมโทนมากทีเดียว บ้านเรือน รีสอร์ท รวมไปถึงร้านค้า และร้านอาหารส่วนใหญ่ออกแบบและตกแต่งสไตล์กรีซ ส่วนใหญ่ทาสีฟ้า ขาว โทนเดียวกับรีสอร์ทต่างๆ บนเกาะซานโตรินีเลย ฉะนั้นจึงสามารถไปยืนแอ๊บถ่ายรูปแล้วเนียนว่าข้าอยู่ซานโตรินีได้สบาย 5555

แต่เราแอบแนะนำนิดนึงว่าที่นี่ควรมาแต่เช้าตรู่ ไม่ก็ช่วงเย็นไปเลย หรือจะค้างสักคืนก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเราไปถึงช่วงบ่ายๆ แดดแรงมากกกกกก แรงแบบบนท้องฟ้าไม่มีเมฆเลยแกร๊ ชั้นบรรยากาศโลกไร้ฝุ่น โปร่งโล่งจนเปิดทางให้รังสียูวีเดินทางมาสู่ผิวหนังเราได้อย่างสะดวกโยธิน ฉะนั้นข้อเสียที่ตามมาก็คือมันจะถ่ายรูปไม่ส๊วยยย! เพราะตึกรามต่างๆ จะตั้งอยู่ในตรอกซอกซอยเล็กๆ ฉะนั้นเวลาถ่ายรูปมันก็จะออกมาแบบทูโทน ครึ่งนึงร่ม แต่อีกครึ่งนึงแดดจ้า รูปออกมาคอนทราสต์จัดมากเลยจ้า แถมเดินได้ไม่ชิลด้วย เพราะมันฮ้อนนนนน ใครไปช่วงหน้าร้อนก็อย่าลืมโบกครีมกันแดดไปหนาๆ ด้วยเด้อออ

ถ้าตังค์เหลือ เชิญช็อปปิ้งจ้า ; p

อ้ะ มาถึงอีกเมืองที่เซอร์ไพรส์เรามากเหมือนกัน เพราะตอนแรกกะจะไม่แวะไปแล้ว นั่นก็คือ เซสเม นั่นเอง แต่ด้วยความที่เดินถ่ายรูปที่อลาคาตีไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร ก็เลยลี้ภัยไปเซสเมดีกว่า เพราะยังมีเวลาเหลืออยู่ (ไฟลท์บินกลับอิสตันบูลของเราคือตอน 3 ทุ่ม) โดยเมืองเซสเมจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเลอีเจี้ยน ถ้าลองไปส่องดูในแผนที่แล้วเนี่ยก็จะเห็นว่ามันตั้งอยู่ใกล้กับกรุงเอเธนส์ของประเทศกรีซเลย ฉะนั้นบ้านช่องห้องหอแถวนี้จึงได้รับอิทธิพลจากกรีซมากค่อนข้างเยอะ ทำให้นักท่องเที่ยวตาดำๆ อย่างเรามีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศกลิ่นอายสไตล์กรีซไปโดยปริยาย

เจ้าบ้านที่แท้ทรู ประเทศนี้มีแมวคุมทุกซอยจ้า 555

ไฮไลท์ของเซสเมคือเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล บรรยากาศซัมเมอร์มากแกร มีเรือยอร์ชจอดอยู่ตามท่าเรือ ฟีลลิ่งแตกต่างจากที่อลาคาตีเลย โดยระหว่างทางที่จะเดินไปริมทะเลจะผ่านถนนช็อปปิ้งของเขา มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ เพียบ! ใครมีเงินลีราเหลือแล้วรู้สึกหนักกระเป๋าก็ละลายเล่นกันได้ตามใจ 555

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำที่เราแนะนำจริงๆ นะว่าควรไป เพราะมันดีงามกว่าที่คิด นั่นก็คือ ปราสาทเซสเม (Cesme Castle) ซึ่งนับเป็นแลนด์มาร์กของเมืองนั่นเอง ค่าเข้าแค่ 8 ลีราเท่านั้น แต่วิวจากด้านบนปราสาทอลังการล้านแปดมากๆ แถมภายในยังจัดพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ซึ่งนำของเก่า อาทิ เหรียญตราที่ใช้ในสมัยก่อน รวมไปถึงถ้วย ชาม บลาๆๆ มาจัดแสดงให้ดูกันอีกด้วย บอกตรงๆ ว่าเราก็ไม่ใช่สายประวัติศาสตร์นะ แต่พอเดินดูแล้วคิดตามว่าของพวกนี้เคยผ่านการใช้งานมาจริงๆ ผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปีเลยนะเว้ย ฉะนั้นของที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน อีกประมาณร้อยปีก็จะกลายเป็นสิ่งของที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เหมือนกัน รีบกลับไปสลักชื่อไว้อีกบ้านดีกว่า เย้ยยย! ไม่ใช่แล้ว แฮร่ ; p แต่เราว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งปราสาทที่ควรค่าแก่การมาเยือนจริงๆ นะ เพราะราคาไม่แพง นักท่องเที่ยวไม่เยอะ แถมวิวที่เห็นจากบนยอดปราสาทนั้นยังสวยงามมากอีกด้วย แต่ก็แอบแนะนำอีกเช่นเคย ถ้าไปช่วงวันฟ้าเปิด อากาศดี โปรดโบกครีมกันแดดเยอะๆ เพื่อป้องกันรังสียูวีด้วยเด้อออออออ ^^

มียามคอยเฝ้าประตูด้วยย

วิวที่เห็นจากบนยอดปราสาท สวยงาม สดใส สมเป็นเมืองซัมเมอร์มากทีเดียว

การเดินทางสำหรับคนไม่เช่ารถขับ

ไม่มีรถบัสที่วิ่งตรงจากสนามบินอิซเมียร์ไปยังเมืองอลาคาตีและเซสเม ฉะนั้นถ้าใครวางแผนเที่ยวโดยตั้งต้นจากอิซเมียร์จะต้องเดินทางไปขึ้นรถบัสที่สถานี Uckuyular Bus Station ซึ่งอาจจะต้องนั่งรถไฟหลายต่อจากสนามบิน เราลองอ่านใน TripAdvisor ฝรั่งส่วนใหญ่จึงแนะนำว่าโบกแท็กซี่เลยดีกว่า ค่าแท็กซี่ประมาณ 30-35 ลีรา (200 กว่าบาท) พอถึงสถานีรถบัส Uckuyular แล้วก็โดดขึ้นรถบัสของ Cesme Seyahat ไปลงที่อลาคาตีหรือเซสเมได้เลย ค่ารถเราไม่แน่ใจ เพราะเราเช่ารถขับ แต่เท่าที่เคยหาข้อมูลมาจะอยู่ที่ประมาณ 15 ลีรา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนใครเช่ารถขับ ทั้งอลาคาตี และเซสเมมีที่จอดรถนะ ฟรีด้วย ไม่ต้องเสียค่าจอดเหมือนที่เฟทิเย โดยที่อลาคาตีจะเป็นที่จอดรถแบบค่อนข้างเป็นหลักเป็นแหล่งหน่อย ส่วนเซสเมจะต้องหาจอดตามริมถนนเอาจ้า

Sharing is caring!

Related Post
Tags:

ใส่ความเห็น